ปราสาทแห่งเซโกเบีย | คลองส่งน้ำโรมัน | ล่องเรือแม่น้ำดูว์โร | จัตุรัสอเลียโดส | สถานีรถไฟ Sao Bento | หอคอยเบเล็ม | อนุสาวรีย์ดิสคัฟเวอรี่ (โปรตุเกส) | แหลมโรก้า | ชิงตรา | พระราชวังแห่งชาติเปนา | บาดาจอซ (สเปน) | มหาวิหารโตเลโด้ (สเปน)| สนามกีฬาซานเตียโก เบร์นาเบว | พลาซาร์มายอร์ | ปูเอต้าเดซอล | สนามสู้วัวกระทิง | พระราชวังหลวง | เอาท์เล็ท LAS ROZAS VILLAGE
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม (มื้อที่ 1)
ออกเดินทางสู่ เซโกเบีย (ประมาณ 93 กม.) เป็นเมืองหลักของจังหวัดเซโกเบียในแคว้นคาสตีลและเลออองของสเปน ตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำเอเรสมากับแม่น้ำกลาโมเรสที่เชิงเขากวาดาร์รามา โดยขณะที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวโรมันและชาวมัวร์ เมืองนี้มีชื่อเรียกว่า เซโกเบีย (Segovia) สันนิษฐานว่าชื่อเมืองมีรากศัพท์มาจากภาษาของชาวเคลต์ว่า เซโกบรีกา (Segobriga) ซึ่งเกิดจากการประสมของคำว่า Sego แปลว่า “ชัยชนะ” และคำว่า Briga แปลว่า “เมือง”
นำท่านแวะถ่ายรูปที่ระลึกกับ สะพานส่งน้ำโรมัน จากนั้นนำชมเขตเมืองเก่าล้อมรอบด้วยกำแพงที่สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8 และได้รับการบูรณะในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15 แวะถ่ายรูปที่ระลึกกับ มหาวิหารแห่งเมืองเซโกเบีย (Segovia Cathedral) ที่มีชื่อเสียง ถ่ายรูปกับ ปราสาทแห่งเซโกเบีย หรือ ปราสาทอัลกาซาร์ (คำว่าอัลกาซาร์) ในภาษาอารบิกแปลว่าปราสาท หลายคนเรียกปราสาทแห่งนี้ว่าปราสาทแห่งเทพนิยาย เพราะความสวยสง่างามที่มองเห็นได้จากภายนอก ตั้งอยู่บนชะง่อนผาสูงที่แม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบกัน
จากนั้นอิสระให้ท่านเดินเล่นเลือกซื้อของฝากของที่ระลึกกับร้านค้าต่างๆ ที่เรียงรายสองข้างทางกันตามอัธยาศัย
ออกเดินทางสู่ ซาลามังก้า (ประมาณ 170 กม.) เมืองหลักของจังหวัดซาลามังก้าในแคว้นคาสตีลและเลออง เมืองมีชื่อที่ได้ยินมานานแล้วโดยเฉพาะกิตติศัพย์ในเรื่องของความเก่าแก่และงดงาม เมืองนี้จึงเป็นเมืองที่ค่อนข้างมีมนต์ขลังอีกเมืองหนึ่งทางภาคตะวันตกของประเทศสเปน บนที่ราบสูงริมแม่น้ำตอร์เมส ในอดีตเมืองซาลามังก้า เป็นเมืองที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของการค้าขายเมื่อครั้งสมัยโรมันยังเรืองอำนาจอยู่
นำท่านสู่ พลาซา มายอร์ (PLAZA MAYOR) ศูนย์กลางของเมือง สร้างโดยศิลปะสไตล์บาร็อกอันเป็นเอกลักษณ์ของความอู้ฟู่ในยุคศตวรรษที่ 16-18 ในฤดูร้อน พลาซา มายอร์ คือพื้นที่แห่งความบันเทิงของชาวสเปน หนึ่งในนั้นก็คือการสู้วัวกระทิง จนในที่สุดก็เลิกจัดขึ้นที่พลาซาแห่งนี้ในกลางยุคปี ค.ศ. 1800 ปัจจุบันบริเวณนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดศูนย์กลางของการทำกิจกรรม และการพบปะของผู้คน จากนั้นนำท่านถ่ายรูปกับ มหาวิทยาลัยซาลามังกา (UNIVERSITY OF SALAMANCA) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของประเทศสเปนยาวนานถึง 700 กว่าปี นับว่ามีอายุเก่าแก่ไม่แพ้มหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศอื่นๆ ในยุโรป อย่างไรก็ตามสถาปัตยกรรมสำคัญของซาลามังกาคือ มหาวิหาร, พระราชวัง และตัวอาคารหลายแห่งของมหาวิทยาลัยยังคงมีสภาพสมบูรณ์ จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 1988 องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้เขตเมืองเก่าของซาลามังกาเป็นมรดกโลก และในปี ค.ศ. 2002 ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองหลวงด้านวัฒนธรรมของยุโรปร่วมกับเมืองบรูจส์ของเบลเยียม นำท่านถ่ายรูปกับ มหาวิหารซาลามังกา ที่อยู่ในเขตเมืองเก่าเป็นส่วนหนึ่งของอาคารประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก มหาวิหารในเมืองที่สำคัญมี 2 แห่งคือ มหาวิหารเก่าสร้างเมื่อศตวรรษที่ 12 ด้วยรูปแบบศิลปะโรมัน และมหาวิหารใหม่ สร้างเมื่อศตวรรษที่ 16 เป็นศิลปะแบบโกธิคที่ดูทันสมัยขึ้น ใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า 200 ปีจึงแล้วเสร็จ ถ่ายรูปที่ระลึกกับ บ้านหอย (HOUSE OF SHELL) ตั้งอยู่ระหว่างพลาซา มายอร์กับมหาวิหารใหม่ ตึกนี้มีชื่อตามเปลือกหอยที่ประดับบนกำแพงด้านนอก หอยที่ใช้ประดับนี้เป็นตราประทับของเจ้าของเก่าคืออัศวินซานติอาโก และที่นี่ก็คือบ้านของอัศวินผู้นี้ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันได้กลายเป็นหอสมุดสาธารณะ ซึ่งว่าไปก็น่าจะเป็นหอสมุดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
อิสระให้ท่านเดินเล่นชมเมืองหรือช้อปปิ้งตามอัธยาศัย
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม (มื้อที่ 4)
ออกเดินทางสู่ ปอร์โต้ (Porto) (ประมาณ 350 กม.) เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองในโปรตุเกส และเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางเก่าแก่ของยุโรป ตั้งอยู่ในภาคเหนือของโปรตุเกสที่ปากของแม่น้ำดูว์โร (Duero Hisz) เป็นเมืองท่าที่มีชื่อในด้านไวน์ปอร์โต้ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำเมาชั้นดีของคนที่รักในการดื่ม เพราะมีCaveไวน์ของแต่ละแบรนด์กระจายไปทั่ว ด้วยปัจจัยเหล่านี้ปอร์โต้จึงได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1996 เมืองนี้แบ่งการท่องเที่ยวเป็นสามส่วนใหญ่ๆ คือ โซนชายฝั่งทะเล ซึ่งสร้างชื่อตอนหน้าร้อนให้กับเมืองนี้ได้อย่างดี โซนเมืองเก่า ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์เก่า, สถานีรถไฟเก่าแก่, ตลาดดั้งเดิมและตึกรามบ้านช่องที่บอกถึงความเก่าได้อย่างดี และสำหรับโซนนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและเป็นที่ที่โรแมนติกมากคือที่ริมแม่น้ำที่ชื่อว่า The Ribeira ซึ่งมีทิวทัศน์ทั้งในกลางคืนและกลางวัน ส่วนโซนที่สามที่มีแม่น้ำดูว์โรผ่านกลาง คือ โซนเมืองใหม่ หรือ ย่าน Vila Nova de Gala โซนนี้จะเป็นโซนที่สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบในการดื่ม เพราะเป็นแหล่งผลิตไวน์ปอร์โต้ของทุกยี่ห้อแล้วแต่เลือกสรรกันไป ซึ่งสองย่านนี้ถูกเชื่อมด้วยสะพานเหล็กที่สูงเฉียดฟ้า และแข็งแกร่งซึ่งคนที่สร้างสะพานแห่งนี้มีชื่อว่าGustaveEiffelเป็นคนเดียวที่สร้างหอไอเฟลในปารีส
จากนั้นนำท่านลงเรือล่องชมความงามสองฟากฝั่งแม่น้ำดูว์โร ผ่านชม Cais da Ribeira เรือขนไวน์โบราณ Rabelos ที่จอดเรียงรายให้ชื่นชมความเป็นมาของเมืองนี้และแม่น้ำดูว์โร สถานที่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่ที่รุ่งเรืองมากในสมัยที่เป็นท่าเรือโบราณและตลาดค้าขายมาตั้งแต่สองสามร้อยปีก่อน บริเวณนี้จึงได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดก
จากนั้นนำท่านชมความงามของ เมืองมรดกโลกปอร์โต้ โดยเริ่มจาก ย่านจัตุรัสอเลียโดส หรือ (Praça dos Liberdade) เป็นจัตุรัสใจกลางเมืองปอร์โต้ ที่ประกอบด้วยอาคารสวยงามที่เป็นที่ทำการของธนาคารและโรงแรม และศาลาว่าการเมือง (City Hall) จัตุรัสแห่งนี้เป็นจัตุรัสขนาดใหญ่ และเป็นแหล่งรวมอาคารสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของปอร์โต้ อิสระให้ท่านได้ถ่ายรูปบริเวณจัตุรัสอเลียโดสแห่งนี้
จากนั้นนำท่านชม สถานีรถไฟ Sao Bento ซึ่งเป็นอาคารสถานีรถไฟโบราณ ภายในมีการตกแต่งด้วยกระเบื้องเขียนสีและลวดลายสีน้ำเงินบอกเล่าเรื่องราวของชาวโปรตุเกสสวยงามมาก จากนั้นแวะถ่ายรูปกับโบสถ์หลักที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง โบสถ์ Se Catedral อายุกว่าพันปี โบสถ์แห่งนี้เป็นที่จัดงานอภิเษกสมรสของกษัตริย์ Joao ที่ 1 บิดาของเจ้าชายเฮนรี่ ผู้บุกเบิกการเดินเรืออันยิ่งใหญ่ของโปรตุเกสเพื่อออกแสวงดินแดนใหม่ จนโปรตุเกสมีอาณานิคมมากมายทั่วโลก และโปรตุเกสคือประเทศตะวันตกประเทศแรกที่มาติดต่อกับไทยในปี พ.ศ. 2054 โบสถ์แห่งนี้สร้างอยู่บนเนินที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองและแม่น้ำ ดูว์โร เป็นจุดชมวิวที่สวยอีกจุดให้ท่านเก็บภาพประทับใจ
จากนั้นนำท่านสู่ ย่าน Shopping Street หลักของเมืองที่ถนน Santa Catarina มีเวลาให้ท่านเลือกซื้อของฝากของที่ระลึกกันตามอัธยาศัย
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม (มื้อที่ 7)
นำคณะเดินทางไปยัง กรุงลิสบอน (ประมาณ 310 กม.) เมืองหลวงเก่าแก่มีประวัติยาวนานกว่า 800 ปี ของประเทศโปรตุเกส เมืองที่ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ตั้งอยู่ในทวีปยุโรปตอนใต้บนคาบสมุทรไอบีเรีย
นำคณะเที่ยวชมกรุงลิสบอน ผ่านชม อดีตพระราชวังหลวง อายุเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมโกธิกและมัวร์อย่างสวยงาม ปัจจุบันเป็นที่พำนักอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดี ชม เมืองวิหารเจอโรนิโม ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่วาสโก ดากามา และการเดินทางสู่อินเดียเป็นผลสำเร็จ ในปี ค.ศ. 1498 จัดเป็นผลงานอันเยี่ยมยอดของงานสถาปัตยกรรมที่เรียกกันว่ามานูเอลไลน์ (MANUELINE) ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 70 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์ และได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก้ว่าเป็น WORLD HERITAGE SITE ภายในประกอบไปด้วยอาคารสำคัญต่างๆ
นำท่านชม หอคอยเบเล็ม (BELEM TOWER) เดิมสร้างไว้กลางน้ำเพื่อเป็นป้อมรักษาการณ์ดูแลการเดินเรือเข้าออก และเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเรือออกไปสำรวจและค้นพบโลกของวาสโก ดากามา และนักเดินเรือชาวโปรตุเกส เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของสถาปัตยกรรมมานูเอลไลน์ที่สวยงาม บันทึกภาพกับ อนุสาวรีย์ดิสคัฟเวอรี่ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1960 เพื่อฉลองการครบ 500 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายเฮนรี่ เดอะเนวิเกเตอร์ และยกย่องนักเดินเรือสำรวจรอบโลก เชิญท่านลองชิม ขนมทาร์ตคัสตาร์ด (NATA DE PASTEIS) ในร้านขนมเก่าแก่ที่ให้บริการมากว่าร้อยปี แวะชิมขนมโปรตุเกสต้นตำรับของขนมไทย อาทิ ทองหยอด ที่มีต้นตำรับแท้อยู่ที่โปรตุเกสและเข้าไปเผยแพร่ในกรุงศรีอยุธยาโดยท่านท้าวทองกีบม้า
จากนั้นนำชม สะพานแขวนที่ยาวที่สุดในยุโรป ซึ่งสะพานนี้มีชื่อว่า PONTE 25 ABRIL (ซึ่งเมื่อวันที่ 25 APRIL ปี 1974 ได้เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย)
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม (มื้อที่ 10)
ออกเดินทางสู่ แหลมโรก้า (Capo Da Roca) (ประมาณ 41 กม.) จุดตะวันตกสุดของโปรตุเกสและของทวีปยุโรป ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติซินทรา ห่างจากลิสบอนเมืองหลวงประมาณ 45 กม. ตัวแหลมจะยื่นออกไปทางตะวันตกสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งบริเวณนี้จะเป็นชะง่อนผาสูงประมาณ 100 เมตรเกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเลซึ่งทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่สูงกว่า 30 เมตร และถือได้ว่าใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ จากตรงนี้ท่านจะได้ชมความงามของมหาสมุทรแอตแลนติกอันยิ่งใหญ่ไพศาลเป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก
ได้เวลานำท่านสู่ เมืองชิงตรา ดินแดนแห่ง มรดกโลก เมืองที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมและทิวทัศน์ของธรรมชาติที่สวยงามจนได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกในส่วนของ ภูมิทัศน์วัฒนธรรม เป็นแห่งแรกของยุโรปเมื่อปี ค.ศ. 1995 แถมยังเป็นเมืองพักตากอากาศยอดนิยมสำหรับชาวโปรตุเกสและนักท่องเที่ยวทั่วโลกอีกด้วย นำท่านเข้าชม พระราชวังแห่งชาติเปนา (PENA PALACE) หรือ PALA'CIO NACIONAL DA PENA หนึ่งในมรดกโลกแห่ง เมืองซิงตรา (SINTRA) เดิมเป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 แต่หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปี ค.ศ. 1755 โบสถ์แห่งนี้ก็พลังทลายลงจนเหลือเพียงแค่ซากปรักหักพัง จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 1838 กษัตริย์ FERDINAND SAXE-COBURG-GOTHA ก็ได้ตัดสินใจสร้างพระราชวังขึ้นใหม่แทนที่โบสถ์หลังเดิม แล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1854 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบโรแมนติก ทาด้วยสีเหลือง แดง น้ำเงิน ม่วง ดูฉูดฉาด สดใส ล้อมรอบไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดจากทั่วโลก สวยงามราวกับปราสาทในเทพนิยาย
จากนั้นนำท่านสู่ย่านเก่าเมืองซิงตรา (OLD CENTRE OF SINTRA) จุดศูนย์รวมตึกอาคารที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมเก่าแก่ในเมือง รวมถึงพิพิธภัณฑ์สำคัญๆ ต่างๆ โบสถ์ ร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ
ได้เวลานำคณะเดินทางสู่ บาดาจอซ (ประมาณ 250 กม.) เมืองหลวงของแคว้นเอ็กซ์เรามาดูราทางตอนใต้ ห่างจากชายแดนประเทศโปรตุเกสเพียง 6กิโลเมตร เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของแคว้น และมีความโดดเด่นในด้านสถาปัตยกรรมที่พวกมัวร์ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง ภาพของเมืองที่มีปราสาทอัลกาซาบาบนเนินเขาโอรินาเซเหนือแม่น้ำกัวเดียน่าเป็นฉาก ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นอาหรับได้อย่างชัดเจน
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม (มื้อที่ 13)
นำคณะเดินทางต่อไปยัง โตเลโด้ (ประมาณ 367 กม.) เมืองประวัติศาสตร์ซึ่งมีความหมายว่า “เมืองป้อมน้อย” ในอดีตเป็นเมืองหลวงเก่าของสเปน และเคยถูกชาวโรมันเข้ายึดครองเมืองเมื่อ 2,200 ปีมาแล้ว ปัจจุบันอารยะธรรมของชนต่างชาติครั้งก่อนยังคงฝังแน่นคละกันอยู่ในชีวิตประจำวันของชาวเมือง ลักษณะผังเมืองโตเลโด้เป็นเอกลักษณ์ที่น่าชื่นชมที่สุดของการจัดสร้างเมืองโบราณอันสมบูรณ์แบบ ตัวเมืองรายล้อมด้วยเนินเขามากมาย ประดุจกำแพงธรรมชาติด้วยหุบผา 3 แห่งโดยมีแม่น้ำทาโคเป็นเส้นทางคมนาคม นอกจากนี้เมืองโตเลโด้เป็นใจกลางของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และได้รับรองจากยูเนสโก้ประกาศให้เมืองโตเลโด้เป็นเมืองมรดกโลก
นำคณะเที่ยวชม นครโตเลโด้ ซึ่งเป็นนครที่คงความงดงามและความเป็นมาในฐานะเมืองเก่าอันเปรียบเป็นอนุสรณ์แห่งประวัติศาสตร์ ยังคงได้รับการยอมรับและบันทึกเอาไว้โดยองค์การสหประชาชาติว่าเป็น “เมืองมรดกโลก”
จากนั้นนำคณะเข้าชม มหาวิหารแห่งโตเลโด้ มหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในสเปน เริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1227 อันเป็นสมัยที่ศิลปะแบบโกธิคกำลังแพร่หลายอยู่ในยุโรป และเสร็จสิ้นสมบูรณ์เมื่อปี ค.ศ. 1493 ถือเป็นมหาวิหารสไตส์โกธิคที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นศูนย์กลางแห่งศาสนาคริสต์ในประเทศสเปนอีกด้วย ชมห้องเก็บสมบัติของบิช็อบแห่งโตเลโด้ที่เต็มไปด้วยมงกุฎและคฑาเพชร นำคณะเดินลัดเลาะตามตึกรามบ้านช่องเก่าแก่สมัยโรมัน ท่านจะประทับใจกับความงดงามและความเก่าแก่ของโตเลโด้ ซึ่งเหมือนกับพิพิธภัณฑ์ทั้งเมือง นำชมโรงงานผลิตเครื่องถมของสเปนดามาสกิโน่ที่สวยงามด้วยการนำทองและเงินมาตีเป็นเส้น และตอกลงบนโลหะสีดำเป็นงานฝีมือที่มีชื่อเสียงของโตเลโด้มาช้านาน
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม (มื้อที่ 16)
เดินทางสู่ กรุงแมดดริด (ประมาณ 73 กม.) เมืองหลวงของประเทศสเปนมหานครอันทันสมัยล้ำยุค ที่ซึ่งกษัตริย์ฟิลลิปที่ 2ได้ทรงย้ายที่ประทับจากเมืองโตเลโด้มาไว้ที่นี่ และประกาศให้แมดดริดขึ้นเป็นเมืองหลวงใหม่ของพระองค์ จากนั้นระหว่างปี ค.ศ. 1601-1607 เมื่อพระเจ้าฟิลลิปที่ 3 ได้ย้ายไปที่เมืองวัลลาโดลิด แมดดริดก็ได้ความเป็นเมืองหลวงสืบมาจนถึงบัดนี้ และได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลกและสูงสุดแห่งหนึ่งในยุโรป นำคณะเที่ยวชมเมืองเก่าแก่นับพันปีตั้งอยู่ใจกลางแหลมไอบีเรียนเป็นเมืองหลวงที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นำท่านคณะ ถ่ายรูปด้านหน้า สนามกีฬาซานเตียโก เบร์นาเบว เป็นสนามฟุตบอลที่มีชื่อเสียงในกรุงมาดริดของประเทศสเปน เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด เริ่มเปิดใช้สนามเมื่อ วันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 1944 เดิมมีชื่อว่าเอสตาดีโอชามาร์ติน (Estadio Chamartín) ตามชื่อของสนามเดิมของสโมสร เปิดใช้สนามอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 1947 เรอัลมาดริดได้ประกาศใช้ชื่อที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือ เอสตาดีโอซานเตียโก เบร์นาเบว เมื่อวันที่ 4 มกราคม 1955 เพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานสโมสรคือ ซานเตียโก เบร์นาเบว เยสเต
นำคณะเที่ยวชมสถานที่สำคัญๆ ในกรุงแมดริด เริ่มต้นจากปลาซา เดอ เอส ปันญา อนุสาวรีย์เซอร์แวนเตส กวีเอกชาวสเปนที่ตั้งอยู่เหนืออนุสาวรีย์ดอนกิโฮเต้และซันโซปันซาในสวนสาธารณะปลาซ่า มายอร์จัตุรัสหลวง ศูนย์กลางเมืองอันเก่าแก่ ถูกสถาปนาขึ้นในปี ค.ศ. 1620
จากนั้นนำคณะชม ย่านเมืองเก่า พลาซ่าร์ มายอร์ เป็นจตุรัสใหญ่ใจกลางเมืองเก่าอดีตใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็นที่ประกอบพิธีราชาภิเษกและงานฉลองพิธีสำคัญ ๆ เป็นที่ประลองฝีมือของบรรดาอัศวิน และเคยเป็นแหล่งสู้รบอย่างดุเดือดระหว่างทหารของนโปเลียนกับชาวสเปน ปัจจุบันยังคงมีบรรยากาศ และความงามสมัยศตวรรษที่ 1
นำท่านเข้าสู่ ย่าน ปูเอต้า เดล ซอล หรือ ประตูพระอาทิตย์ จัตุรัสใจกลางเมือง ซึ่งนอกจากจะเป็นจุดนับกิโลเมตรแรกของสเปนแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางรถไฟใต้ดินและรถเมล์ทุกสาย และยังเป็นจุดตัดของถนนสายสำคัญของเมืองที่หนาแน่นด้วยร้านค้ามากมาย และห้างสรรพสินค้าใหญ่อีกด้วย ถ่ายรูปคู่กับ อนุสาวรีย์หมีกับต้นมาโดรนา สัญลักษณ์ของเมืองจากนั้นอิสระให้ท่านเดินเที่ยว WALKING STREET เลือกซื้อสินค้าต่างๆ
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม (มื้อที่ 19)
นำท่านแวะถ่ายรูปที่ระลึกกับ สนามสู้วัวกระทิง PLAZA DE TOROS ที่ชาวสเปนนิยมชมชอบการสู้วัว เนื่องด้วยเป็นวิถีโบราณแห่งการเอนเตอร์เทนที่เร้าใจมาช้านาน
จากนั้นนำคณะเข้าชม พระราชวังหลวง ของกษัตริย์ฮวนคาลอส ตั้งอยู่บนเนินเขาริมฝั่งแม่น้ำแมนซานาเรส มีความสวยงามโอ่อ่าอลังการไม่แพ้พระราชวังอื่น ๆในทวีปยุโรป เนื่องจากแนวความคิดเปรียบเทียบความใหญ่โตของพระราชวังแวร์ซายส์ และความสวยงามของพระราชวังลูฟว์ในฝรั่งเศส พระราชวังหลวงแห่งนี้จึงถูกสร้างด้วยหินทั้งหลัง ในปี ค.ศ. 1738 ในสไตล์บาร็อค โดยการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบฝรั่งเศสและอิตาเลียน ประกอบด้วยห้องต่าง ๆ มากมายถึง 2,830 ห้อง ซึ่งนอกจากจะมีการตกแต่งอย่างงดงามแล้ว ยังเป็นที่เก็บภาพเขียนชิ้นสำคัญที่วาดโดยศิลปินในยุคนั้นรวมทั้งสิ่งของมีค่าต่าง ๆ อาทิ พัดโบราณ, นาฬิกา, หนังสือ, เครื่องใช้, อาวุธ ฯลฯ
จากนั้นชม อุทยานหลวง ที่มีการเปลี่ยนพันธุ์ไม้ทุกฤดูกาลดอกไม้งดงามตลอดทั้งปี
จากนั้นทำท่านเดินทางสู่ เอาท์เล็ท LAS ROZAS VILLAGE หนึ่งในเอาท์เล็ทที่ดีที่สุดในมาดริดซึ่งขึ้นชื่อเรื่องส่วนลดของสินค้าเเบรนด์ดังมากมาย
***กรุณาพิจารณาเงื่อนไขต่างๆ และเงื่อนไขการยกเลิกทัวร์ของบริษัท ก่อนท่านทำการจองทัวร์***
บริษัทฯ ขอสงวนลิขสิทธิ์ในการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงราคากรณีผู้ร่วม เดินทางน้อยกว่า 15 ท่าน***
สำหรับท่านที่เป็นมุสลิม , ทานมังสวิรัติ , ไม่ทานหมู , ไม่ทานเนื้อ , ไม่ทานไก่ , ไม่ทานปลา โปรดแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์
***หมายเหตุข้อสำคัญที่ท่านควรทราบ***
1.)ในการยื่นวีซ่า ทางบริษัท จะทำการนัดหมายกับสถานทูตและสถานทูตจะเป็นผู้กำหนดวันและเวลาให้เข้าไปยื่นวีซ่า เป็นการยื่นวีซ่าแบบกรุ๊ปเท่านั้น(ปกติสถานทูตจะให้เข้าไปยื่นวีซ่า 15 วันก่อนเดินทาง) ซึ่งอัตราค่าใช้จ่ายรวมอยู่ในรายการทัวร์แล้ว
***กรุณาพิจารณารายละเอียดของโปรแกรมทัวร์และเงื่อนไขต่างๆของบริษัท เมื่อท่านได้ชำระเงินมัดจำงวดแรกแล้ว ทางบริษัทถือว่าท่านได้รับทราบและยอมรับเงื่อนไขต่างๆ ของบริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ***