เดินทางถึง สนามบินตรีภูวน เมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล เมืองกาฐมัณฑุนั้นเป็นเมืองหลวงและยังเป็นเมืองที่ใหย่ที่สุดของประเทศด้วย เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง (เพื่อความสะดวกในการนัดหมาย กรุณาปรับนาฬิกาของท่านเป็นเวลาท้องถิ่น) นำท่านผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแล้ว
นำท่านเดินทางไปยัง เมืองปาฏัน “Patan” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ลลิตาปูร์”
เมืองปาฏัน เป็นหนึ่งในเมืองหลักของประเทศเนปาล ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงกาฐมาณฑู เมืองนี้เป็นเมืองแห่งศิลปะงดงามที่สำคัญ 1 ใน 4 เมือง แห่งหุบเขากาญมาณฑุที่เป็นหุบเขามรดกโลกตั้งแต่ค.ศ. 1979 และเป็นที่รู้จักกันในนามเมืองแห่งศิลปะและหัตถศิลป์ที่มีชื่อเสียงในด้านการแกะสลักที่ประณีตและงดงาม เมืองปาฏันนั้นได้ชื่อว่าเป็นเมืองคู่แฝดของกรุงกาฐมาณฑุ ได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งความงาม (City of Beauty) โดยเฉพาะชื่อเสียงในเรื่องพระพุทธรูปทองเหลือง วัดฮินดู เมืองปาฏันนี้นับเป็นผลงานสถาปัตยกรรมและการวางผังเมือง ชิ้นเอกแบบเนวารี มีถนนโบราณตัดผ่านตลอดทุกทิศ แบ่งออกเป็น 4 ส่วน โดยมีจตุรัสปาฏันและพระราชวังปาฏันเป็นศูนย์กลาง
นำท่านชม วัดพระกฤษณะ (Krishna Temple) ที่สร้างด้วยหินแกรนิตทั้งหลัง
หลังจากนั้นนำท่านชม วัดทองคำ (Golden Temple)
วัดทองคำ ลักษณะเป็นเจดีย์สูง 3 ชั้น หลังคาวัดทำด้วยแผ่นทองยาวลงมาจรดดิน ประดับตกแต่งด้วยทองเหลืองและทองแดงจนเหลืองอร่ามเรืองรอง เป็นวัดในพุทธศาสนา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป เป็นที่สักการะบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคง หลังจากนั้นให้ท่านได้อิสระเลือกซื้อสินค้าพื้นเมือง อาทิเช่นสร้อยคอ สินค้าพื้นเมืองจำพวกลูกปัด พระพุทธรูปต่างๆ
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองนากาก็อต (Narkakot) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร จากเมืองกาฏมัณฑุ นากาก็อตนั้นอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,175 เมตร ให้ทุกท่านได้สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติวิวเทือกเขาหิมาลัยอันสวยงาม นากาก็อตนั้นเป็นชื่อภูเขา และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในการชมวิว ดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกดิน ซึ่งสามารถมองเห็นเทือกเขาหิมาลัยอย่างสวยงาม หากอากาศดียังสามารถมองเห็นยอดเขาเอเวอร์เรสจากจุดนี้ได้อีกด้วย
นำท่านชม แสงอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า ทางด้านทิศตะวันออกของเทือกเขานากาก๊อต ให้ท่านได้สูดอากาศยามเช้าและเก็บภาพความสวยงามของแนวเทือกเขาหิมาลัยที่โดนแสงอาทิตย์ส่องลงมา ให้ท่านได้อิสระเก็บภาพกันตามอัธยาศัย **จะเห็นเทือกเขาหิมาลัยหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของวันนั้นๆ**
นำท่านเดินทางต่อไปยัง เมืองโภครา โดยสายการบินภายในประเทศ
จากนั้นนำท่านชมน้ำตกเดวิส (Devi’s Fall) น้ำตกที่มีความลึกถึง 100 เมตร น้ำตกนี้ตั้งชื่อตามนายเดวิสที่ได้เสียชีวิตที่น้ำตกแห่งนี้พร้อมกับคู่รัก
หลังจากนั้นนำท่านชม ค่ายอพยพชาวทิเบต (Tibetan refugee camp) ค่ายนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1960 เป็นสถานที่จัดแสดงความเป็นอยู่ของชาวทิเบตในเนปาล ซึ่งได้อพยพมาทางตอนเหนือของเนปาล ในครั้งที่จีนบุกกรุงลาซา ให้ท่านได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของชาวทิเบต และชมวิธีการผลิตพรมขนสัตว์แบบชาวบ้าน และเลือกซื้อสินค้าพื้นเมืองต่างๆ
หลังจากนั้นนำท่านชม แม่น้ำเซติ (Seti River) หรือแม่น้ำนม เป็นแม่น้ำสายหนึ่งของแม่น้ำกังฮารา ซึ่งละลายจากหิมะบนยอดเขาอภิและนามปาในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งอยู่บริเวณชายแดนอินเดีย เนปาล และจีน แม่น้ำนี้มีเอกลักษณ์พิเศษคือมีสีขาวคล้ายน้ำนมไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัยและไหลเข้าไปใต้ดิน แม่น้ำนี้จะไหลผ่านเมืองโภคราซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งที่มีแม่น้ำไหลผ่านใต้ดินของเมืองโภครา ที่นี่เขาจะทดน้ำขึ้นมาให้ไหลไปตามคลองเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าอีกด้วย
จากนั้นนำท่าน ล่องเรือทะเลสาบเฟวา (Phewa Lake) ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเนปาล ภาพความงามและความใสของทะเลสาบพีวานั้นสะท้อนภาพยอดเขามัจฉาปูชเร เป็นภาพสวยงาม และตรงกลางทะเลสาบเป็นที่ตั้งของวัดบาลาฮี (Barahi Temple) ซึ่งมีสถูปสี ขาวชื่อบาลาฮี ลอยเด่นตัดกับพื้นน้ํา นำท่านสักการะ วัดบาลาฮี วัดที่มีเทพธิดาอจิมา เทพธิดาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในเมืองโภครา ทุกวันเสาร์จะมีการบูชายัญสัตว์แด่เทพธิดา
หลังจากนั้นให้ทุกท่านได้อิสระช็อปปิ้งตามอัธยาศัย
บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
**สำหรับท่านใดที่สนใจขึ้นเฮลิค็อปเตอร์เพื่อไปยังยอดเขาอรรณาปุรณะเบสแคมป์ (Annapurana Base Camp หรือ ABC) เพื่อชมความงานและวิวอันสวยงามของยอดเขา โดยที่ท่านไม่ต้องเดินเขาหรือ Trekking เป็นระยะเวลา 10 กว่าวัน ท่านก็สามารถมาถึงยอดเขาแห่งนี้ได้ ใช้ระยะเวลาทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าขึ้นเฮลิค็อปเตอร์ไม่ได้รวมอยู่ในค่าทัวร์ ราคา โดยประมาณอยู่ที่ 450 USD ต่อ 1 ท่าน รบกวนติดต่อสอบถามแจ้งความจำนงค์กับหัวหน้าทัวร์โดยตรง ทางบริษัทเป็นเพียงตัวกลางในการให้ข้อมูลและคำแนะนำเท่านั้น **
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองกาฐมาณฑุ หุบเขากาฐมาณฑุ ตั้งอยู่ที่ความสูง 1,336 เมตรเหนือระดับน้้าทะเล หุบเขากาฐมาณฑุนั้นเป็นที่รวบรวมมรดกทางวัฒนธรรมของเนปาลเอาไว้ เนื่องจากหุบเขาแห่งนี้เป็นแหล่งวัฒนธรรมเนวารีโบราณ ชนเผ่าเนวาร์อาศัยอยู่ที่หุบเขาแห่งนี้ได้สร้างอารยธรรมที่ส้าคัญขึ้นบน 3 เมือง ซึ่งได้แก่ กรุงกาฐมาณฑุ ปาทัน และปัคตาปูร์ ความสำเร็จทางด้านศิลปะของชาวเนวาร์ ได้แก่ วัดและปราสาทที่สร้างขึ้นด้วยฝีมืออันประณีต ฝีมือแกะรูปสลักหินและโลหะที่ละเอียดอ่อน และโบสถ์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เดินทางโดยรถโค้ช ระยะทางประมาณ 200 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง เป็นเส้นทางเลียบไปตามไหล่เขา ระหว่างทางผ่านแม่น้้า ผ่านหมู่บ้าน ท่านจะได้เห็นทิวทัศน์ที่งดงามและวิถีชีวิตของชาวเนปาลชนบท ที่ยังคงงดงามในแบบธรรมดั่งเดิม
หลังจากนั้นนำท่านเดินทางสู่ ย่านทาเมล (Thamel) ซึ่งเป็นแหล่งช็อปปิ้ง ศูนย์กลางของเมืองกาฐมาณฑุ โดยบริเวณย่านนี้เต็มไปด้วยร้านอาหาร โรงแรมที่พัก และร้านขายของมากมาย ย่านนี้จึงเป็นจุดพักของนักท่องเที่ยวที่เพิ่งเดินทางมาถึงเมืองนี้ ให้ท่านได้อิสระเลือกซื้อสินค้าต่างๆมากมาย อาทิเช่น สินค้าจำพวกเครื่องประดับ หัตถกรรม เครื่องนุ่งห่มต่างๆมากมาย
**สำหรับท่านใดที่สนใจนั่งเครื่องบินเล็กเพื่อชมยอดเขาเอเวอร์เรส (Mt. Everest) ของเทือกเขาหิมาลัย เพื่อชมความงานและวิวอันสวยงามของยอดเขา โดยใช้ระยะเวลาทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าขึ้นเครื่องบินเล็กนั้นไม่ได้รวมอยู่ในค่าทัวร์ ราคา โดยประมาณอยู่ที่ 220 USD ต่อ 1 ท่าน รบกวนติดต่อสอบถามแจ้งความจำนงค์กับหัวหน้าทัวร์โดยตรง ทางบริษัทเป็นเพียงตัวกลางในการให้ข้อมูลและคำแนะนำเท่านั้น **
บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านเดินทางไปยัง เมืองปาฏัน “Patan” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ลลิตาปูร์” เป็นหนึ่งในเมืองหลักของประเทศเนปาล
เมืองปาฏัน ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงกาฐมาณฑู เมืองนี้เป็นเมืองแห่งศิลปะงดงามที่สำคัญ1 ใน 4เมือง แห่งหุบเขากาญมาณฑุที่เป็นหุบเขามรดกโลกตั้งแต่ค.ศ. 1979 และเป็นที่รู้จักกันในนามเมืองแห่งศิลปะและหัตถศิลป์ที่มีชื่อเสียงในด้านการแกะสลักที่ประณีตและงดงาม เมืองปาฏันนั้นได้ชื่อว่าเป็นเมืองคู่แฝดของกรุงกาฐมาณฑุ ได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งความงาม (City of Beauty) โดยเฉพาะชื่อเสียงในเรื่องพระพุทธรูป ทองเหลือง วัดฮินดู เมืองปาฏันนี้นับเป็นผลงานสถาปัตยกรรมและการวางผังเมือง ชิ้นเอกแบบเนวารี มีถนนโบราณตัดผ่านตลอดทุกทิศ แบ่งออกเป็น 4ส่วน โดยมีจตุรัสปาฏันและพระราชวังปาฏันเป็นศูนย์กลาง นำท่านชมวัดพระกฤษณะ (Krishna Temple) ที่สร้างด้วยหินแกรนิตทั้งหลัง หลังจากนั้นนำท่านชมวัดทองคำ (Golden Temple) ลักษณะเป็นเจดีย์สูง 3 ชั้น หลังคาวัดทำด้วยแผ่นทองยาวลงมาจรดดิน ประดับตกแต่งด้วยทองเหลืองและทองแดงจนเหลืองอร่ามเรืองรอง เป็นวัดในพุทธศาสนา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป เป็นที่สักการะบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคง หลังจากนั้นให้ท่านได้อิสระเลือกซื้อสินค้าพื้นเมือง อาทิเช่นสร้อยคอ สินค้าพื้นเมืองจำพวกลูกปัด พระพุทธรูปต่างๆ
นำท่านเดินทางเที่ยว ชมเมืองกาฐมาณฑุ นำท่านชม จัตุรัสกาฐมาณฑุ ตูร์บาร์ (Kathmandu Durbar Square) จัตุรัสกาฐมาณฑุ ดูรบาร์ แห่งนี้ประกอบไปด้วยวัดและปราสาทที่เก่าแก่ ซึ่งแสดงภาพความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมของชาวเนปาล เนื่องจากเป็นสถานที่ราชาภิเษกขึ้นครองราชย์ จัตุรัสแห่งนี้ยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกโดยองค์กรยูเนสโก้ในปี พ.ศ. 2522
จากนั้นเยี่ยม ชมวัดกุมารี หรือกุมารีฆระ (Temple of Kumari) ซึ่งเป็นที่พำนักของเทพธิดากุมารี ตามความเชื่อของชาวเนปาลนั้น กุมารีคือตัวแทนแห่งพระอุ มาเทวี เป็นเทพบริสุทธิ์ที่ถือกำเนิดจากโลกมนุษย์ ซึ่งผ่านการคัดเลือกมาจากเด็กหญิงอายุ 3-5 ปี จากตระกูลศากยะหรือตระกูลของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ชาวเนปาลนับถือกุมารีดุจเทพเจ้าและมักจะขอพรให้ประสบความสำเร็จ กุมารีมีหน้าที่ทำพิธีบูชาเทพธิดาแห่งเตาไฟ หรือเทพธิดาแห่งการดำรงชีพ ( Living Goddess) และในช่วงเทศกาลอินทรา ยาตรา (Indra Jatra) หรือเทศกาลบูชาพระอินทร์ที่เวียนมาปีละครั้ง กษัตริย์เนปาลจะมาหากุมารีเพื่อรับพรจากเธอ
หลังจากนั้นนำท่าน ชมกาฐมาณฑป (Kasthamandap) เป็นอาคารไม้เก่าแก่ที่สุด และเป็นกำเนิดของชื่อเมืองกาฐมาณฑุ ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้กับวัดกุมารี สถานที่นี้สร้างขึ้นโดยกษัตริย์ลักษมี นาสิงห์ มัลละ (King Laxmi Narsingha Malla) ในตอนต้นศตวรรษที่ 16
นําท่านสักการะ สถูปสวยมภูนาถ (Swayambhunath) หรือ วัดลิง เป็นเจดีย์ของชาวพุทธ (Buddhist Chaityas) ที่ยิ่งใหญ่ 9 แห่งหนึ่งของโลก โดยคาดว่ามีอายุถึง 2,000 กว่าปี สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้ามานะเทวะ ในปี พ.ศ.963 จุดเด่นของภายในวัดนี้คือ ส่วนตรงฐานของสถูปซึ่งมีดวงตาเห็นธรรม หรือ Wisdom Eyes ของพระพุทธเจ้าอยู่โดยรอบทั้ง 4 ด้าน ตัวสถูปตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ของหุบเขากาฐมาณฑุ จึงทําให้เห็นทิวทัศน์เหนือหุบเขาที่งดงาม สถูปแห่งนี้ยังเป็นสถูปที่เก่าแก่ที่สุดของเนปาล และยังเป็นสถานที่ที่มีการผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธกับฮินดู โดยองค์กรยูเนสโกได้ทําการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2522