นำท่านชม วัดอัครชาดาม (Akshadham Temple) ซึ่งเป็นวัดฮินดูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นโดยองค์กร BAPS โดย ประมุข สวามี มหาราช (Pramukh Swami Maharaj) เพื่ออุทิศแด่ ท่านสวามีนารายัน (Lord Swaminarayan) ผู้นำนิกาย สวามีนารายัน (Swaminarayan) ของศาสนาฮินดู ในวาระครบรอบ 200 ปี (ค.ศ. 1781-1981) เป็นศูนย์รวมเกี่ยวกับอารยธรรมอินเดีย และมีการแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับวัฒนธรรมและศิลปะต่างๆ อาทิเช่น รูปปั้นการกวนเกษียรสมุทรของยักษ์ และเทวดา, รูปปั้นการนั่งบรรลุธรรมใต้ต้นโพธิ์ ซึ่งมีเหล่าสรรพสัตว์ต่างๆ อาทิ ช้าง, กวาง, หมาป่า, ลิง, เสือ คอยรับใช้ เป็นต้น ซึ่งใช้สถาปนิกจำนวนกว่า 7,000 คน ใช้เวลาก่อสร้างกว่า 5 ปี
เดินทางถึง สนามบินเลห์ ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ในระดับความสูง 3,505 เมตร จากระดับน้ำทะเล และยังคงมีกลิ่นอายวัฒนธรรมของชาวทิเบตหลงเหลือให้เห็น
นำท่านเดินทางสู่ที่พักรับประทานอาหารเช้า และพักผ่อน เพื่อปรับสภาพร่างกายให้เข้ากับความเบาบางของอากาศ ในระดับความสูงของเมืองเลห์ พักผ่อนดื่มชา กาแฟ
นำท่านชม Shanti Stupa (Gompa) ซึ่งเป็นเจดีย์สันติภาพ สร้างโดยพระลามะชาวญี่ปุ่น เป็นจุดชมวิวที่สามารถเห็นตัวเมืองเลห์ และพระราชวังเลห์ได้อย่างชัดเจน
จากนั้น นำท่านชม พระราชวังเลห์ (Leh Palace) ซึ่งถูกสร้างขึ้นในต้นศตวรรษที่ 17 เป็นพระราชวัง ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นกลางเมืองเลห์ ขนาดความสูง 9 ชั้น ถูกสร้างในปี ค.ศ.1630 มีลักษณะรูปแบบสถาปัตยกรรมใกล้เคียงกับพระราชวังโปตาลาในทิเบต คือมีผนังเอียงเข้าหากันทุกด้าน
จากนั้น นำท่านเดินชมความงดงามเมืองเลห์ ชมร้านค้าต่างๆ และผู้คนท้องถิ่นที่ ตลาดพื้นเมืองเลห์
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม
นำท่านออกเดินทางสู่ เมืองอูเล (ULE) ระยะทาง 70 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง ระหว่างแวะชม วัดลิคีร์ (Liker Monastery) วัดนี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเลห์ ออกมาทางทิศตะวันตกประมาณ 53 กิโลเมตร ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1065 โดยพระลามะ Duwang Chosje และถูกบูรณะในศตวรรษที่ 18 มีการตกแต่งด้วยศิลปกรรมของชาวทิเบต อายุมากกว่า 300 ปี
จากนั้น ชม วัดอัลชิ (Alchi Monastery) เป็นวัดที่มีชื่อเสียงขนาดใหญ่ ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 ในบริเวณประกอบไปด้วยอาคารต่างๆ เช่นหอประชุม วิหารต่างๆ รูปปั้นและไม้แกะสลักต่างๆ มีตำนานว่านำมาจากแคชเมียร์เมื่อศตวรรษที่ 11
นำท่านออกเดินทางสู่ เมืองลามายูรู (LAMAYURU) ชม วัดลามายูรู (Lamayuru Monastery) ซึ่งอยู่ห่างจากเลห์ 125 ก.ม. ถูกสร้างโดยหินทราย วัดนี้เป็นของนิกาย Drigungpa อดีตเคยอยู่ในความดูแลของ Kadampa โรงเรียนของพุทธศาสนาแบบทิเบต ก่อนที่จะถูกนิกาย Drigungpa เข้ายึดครอง
หลังจากนั้น แวะชมความงามของ Basgo Palace อยู่ทางทิศตะวันตกของเลห์ ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16
ได้เวลาสมควร นำท่านเดินทางกลับสู่ เมืองเลห์ โดยเส้นทางเดิม
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม
จากนั้น นำท่านเดินทางสู่ ทะเลสาบแปงกอง ระดับความสูง 4,350 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ระยะทาง 320 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง โดยผ่านเส้นทาง Changla Pass ซึ่งเป็นเส้นทางที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก
ชมความงามของ ทะเลสาบแปงกอง (Pangong Lake) ซึ่งมีความยาวถึง 40 ไมล์ และกว้าง 2-4 เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่อยู่สูงสุดในโลกคือ มีความสูงถึง 14,256 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ชมความงามของทะเลสาบที่มีภูเขาสูงเป็นฉากหลัง ทางการเพิ่งเปิดให้ นักท่องเที่ยวเข้าชมเมื่อไม่นานมานี้ น้ำในทะเลสาบแห่งนี้มีสีสันที่งดงามมาก โดยเฉพาะในช่วงเย็นน้ำจะมีสีน้ำเงินเข้ม ส่วนในช่วงเช้าจะมีสีที่อ่อนกว่า และพื้นที่ 75% ของทะเลสาบอยู่ในดินแดนทิเบต อีก 25% อยู่ในเขตของประเทศอินเดีย
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม
อิสระให้ท่านถ่ายรูปกับความงามของทะเลสาบแปงกอง
ได้เวลาสมควร นำท่านเดินทางสู่ หุบเขานูบรา ใช้เวลาเดินทาง 5- 6 ชั่วโมง ระหว่างทางสัมผัสความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาคาราโครัมและเทือกเขาหิมาลัยที่โอบล้อมเมืองลาดัก ชมเส้นทางรถยนต์ที่สูงที่ สุดในโลก Khardungla Pass สูง 5,602 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล จากจุดนี้เราสามารถมองเห็นเทือกเขาคาราโครัมในประเทศปากีสถานได้
เดินทางต่อไปยัง หุบเขานูบรา (Nubra Valley) หรือ หุบเขาแห่งดอกไม้ ทางเหนือของเมืองเลย์ ชมดอกไม้นานาพันธุ์ เช่น ดอกแอปเปิ้ล สวนแอปริคอต และนกนานาชนิด เส้นทางนี้เป็นเส้นทางลัดเลาะหุบเขา
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม
นำท่านชม วัดดิสกิต ตั้งอยู่บนเนินเขาเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม วัดดิสกิต เป็นวัดที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในหุบเขานูบรา ภายในประดิษฐานพระศรีอาริยเมตไตยขนาดใหญ่มาก
จากนั้น นำท่าน สนุกสนานกับการขี่อูฐ ที่ทะเลทรายบนเทือกเขาหิมาลัย (ไม่รวมอยู่ในค่าบริการ ราคาประมาณ USD 7 ต่อท่าน) นูบรา วัลเล่ย์ อยู่ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณสองพันกว่าเมตร
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม
นำท่านออกเดินทางสู่ เมืองเชย์ (SHEY) ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าของลาดัคห์ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเลห์ไปทางทิศใต้ประมาณ 15 ก.ม. อยู่ห่างออกไปทางใต้ของเลห์
ชม วัดเฮมิส (Hemis Monastery) ซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อและใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของลาดัคห์ เป็นวัดของนิกาย Dukpa ของพุทธศาสนาแบบทิเบต
จากนั้น นำท่านเยี่ยมชม วัดธิคเซย์ (Thiksey Monastery) ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตอนใต้ของเลห์ ซึ่งถือว่าเป็นวัดที่สวยที่สุดของลาดัคห์ ซึ่งเป็นวัดของนิกายเกลุคปา (Gelukspa) ภายในวัดมีรูปปั้นของพระศรีอารยะเมตไตรย์ ซึ่งชาวพุทธสายมหายาน เชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์องค์ต่อไป ที่จะคอยช่วยเหลือมนุษย์
นำท่านชม พระราชวังเชย์ (Shey Palace) ซึ่งถูกสร้างขึ้นราวๆ ต้นศตวรรษที่ 17 สร้างโดยกษัตริย์ Deldan Namgyal เพื่อเป็นการระลึกถึงผู้เป็นพระบิดา Singay Namgyal กำแพงพระราชวังถูกฉาบด้วยทองคำผสมทองแดง ก่อสร้างเพื่อเป็นพระราชวังฤดูร้อน ของกษัตริย์แห่งลาดัคห์ ภายในมีรูปปั้นของพระศากยมุณี ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้
จากนั้น ชม พิพิธภัณฑ์สตอคพาเลส (Stok Palace) ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของราชวงศ์ ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1825 ปัจจุบันยังเป็นที่เก็บสะสมของใช้ เครื่องแต่งกายของราชวงศ์ มงกุฎของกษัตริย์ ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชม
ได้เวลาสมควร นำท่านเดินทางกลับที่พัก
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม
จากนั้น นำท่านเดินทางไปสนามบิน เพื่อขึ้นเครื่องกลับเดลี
เดินทางถึง กรุงเดลี
นำท่านเดินทางไปยังสนามบินนานาชาติ อินทิรา คานธี
นำท่านชม เมืองเดลีใหม่ (NEW DELHI) ที่มีความใหม่ตามวัฒนธรรมอังกฤษ เมืองหลวงของประเทศอินเดีย ชมศิลปะการก่อสร้างเมืองที่อังกฤษ ได้สร้างและมีการวางผังเมืองที่ทันสมัย และสวยงามตามวัฒนธรรมของอังกฤษ และติดอับดับหนึ่งในนครหลวงของโลก
ผ่านชม ตึกที่ทำการของคณะรัฐบาล ราษฎร์ปติภวัน (Rashtrapati Bhavan) หรือทำเนียบประธานาธิบดีของอินเดีย ตั้งอยู่ ที่ต้นถนน Rajpath ชม ประตูชัยอินเดีย หรือ “India Gate” อันสูงใหญ่สง่างาม คล้ายประตูชัยในปารีส “India Gate” หรือประตูเมืองอินเดีย เป็นสิ่งก่อสร้างมีลักษณะคล้ายคลึง L’ Arc de Triomphe ของฝรั่งเศส มีความมุ่งหมายให้เป็นอนุสรณ์แก่ทหารที่พลีชีวิตในสงครามครั้งสำคัญๆของอินเดีย
นำท่านชม กุตับ มีนาร์ (Gutab Minar) ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเดลี หอสูงกุตุป มีนาร์ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1193 โดยสุลต่านองค์แรกของอินเดีย ทรงสร้างขึ้นเพื่อฉลองชัยชนะของชาวมุสลิมบนแผ่นดินอินเดีย กุตับ มีนาร์หรือเดิมชื่อ ปฤถวีสตัมภ์ (ปฤถวี-ชื่อของ กษัตริย์ ฮินดู, สตัมภ์-เสา) เป็นลักษณะถาวรวัตถุที่มีความงดงามได้สัดส่วน ภายนอกเป็นหินทรายแดง สร้างเป็นลูกฟูกขึ้นไปอย่างเกลี้ยงเกลา ซึ่งได้มีการสร้างต่อขึ้นไปหลายทอด หลายยุคสมัย แต่ละลูกฟูกจารึกเป็นอักษรอารบิก จากบทสวดในพระคัมภีร์อัลกุรอาน เดิมพระเจ้าปฤถวีราช กษัตริย์ฮินดูทรงสร้างหอไว้สูงเพียง 95 ฟุต เพื่อให้พระธิดาขึ้นไปดูแม่น้ำยมุนาอันศักดิ์สิทธิ์ ในขณะสวดมนต์ ต่อมากษัตริย์องค์อื่นในราชวงศ์เดียวกันได้สร้างต่ออีกสองครั้ง กษัตริย์ฟิโรซ ซาห์ แห่งราชวงศ์ตุกลัข ได้เสริมต่อจนเป็นรูปอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นศิลปกรรมแบบมุสลิมผสมฮินดูที่หาดูได้ยาก
หลังจากนั้น นำท่านช้อปปิ้งที่ ตลาดจันพาธ ซื้อของฝากคนน่ารักที่บ้าน
รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารไทย Ego Thai
จากนั้น นำท่านไป สนามบิน เพื่อตรวจเอกสารการเดินทาง
เดินทางมาถึง สนามบินสุวรรณภูมิ/กรุงเทพฯ โดยสวัสดิ์ภาพ
*** ราคา และโปรแกรมทัวร์อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาวะของเงินบาทที่ไม่คงที่ /การเปลี่ยนแปลงเวลาของสายการบิน / สภาวะทางอากาศซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ทางบริษัทฯ จะยึดถือผลประโยชน์ของผู้เดินทางเป็นสำคัญ ***