คณะพร้อมกันที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริเวณผู้โดยสารขาออกอาคารผู้โดยสารขาออกชั้น 4เคาน์เตอร์เช็คอิน สายการบิน Indigo (6E) เจ้าหน้าที่ของบริษัทฯคอยให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการเช็คอินรับบัตรโดยสาร (แนะนำให้โหลดของที่ไม่จำเป็นลงใต้ท้องเครื่องเนื่องจากเจ้าหน้าที่อินเดียตรวจอย่างเข้มงวด
**หมายเหตุ**เคาน์เตอร์เช็คอินจะปิดบริการก่อนเวลาเครื่องออกอย่างน้อย 60 นาทีและผู้โดยสารพร้อมณประตูขึ้นเครื่องก่อนเวลาเครื่องออก 30 นาที
นำท่านเดินทางสู่ เมืองสารนาถ นำท่านสวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิที่ธัมเมกขสถูปป่าอิสิปตนมฤคทาวันเป็นพุทธสังเวชนียสถานแห่งที่ 3 สถานที่แสดงปฐมเทศนาธรรมจักกัปปวัตนสูตรโปรดเบญจวัคคีย์ทั้งห้าในสมัยพุทธกาลเป็นสถานที่สงบและเป็นที่ชุมนุมของเหล่าฤษีนักบวชและนักพรตต่างๆที่มาบำเพ็ญตบะและโยคะเพื่อเข้าถึงพรหมัน (ตามความเชื่อของพรามหณ์) ทำให้ปัจจวัคคีย์ที่ปลีกตัวมาจากเจ้าชายสิทธัตถะมาบำเพ็ญตบะที่นี่
จากนั้นนำท่านชม เจาคันธีสถูป เป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงพบกับปัญจวัคคีย์ณสถานที่แห่งนี้เมื่อพระพุทธองค์ทรงเสด็จมาถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันแล้วปัญจวัคคีย์เมื่อเห็นพระพุทธองค์เสด็จมาแต่ไกลจึงทำสัญญากันว่าจะไม่ลุกรับจะไม่ต้อนรับแต่เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงต่างก็ลืมสัญญานั้นสิ้นสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงพบปัญจวัคคีย์เมื่อเสด็จมาถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันนี้ปัจจุบันอยู่ห่างจากสถานที่แสดงปฐมเทศนาไม่ไกลนักประมาณกิโลเมตรเศษมีการสร้างพระสถูปเป็นเครื่องระลึกว่าที่นี่เป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงพบกับปัญจวัคคีย์เรียกว่าเจาคันธีสถูปสันนิษฐานกันว่าสร้างราวๆพุทธศักราช 1000 ช่วงราชวงศ์คุปตะ
นำท่านชม พิพิธภัณฑ์เมืองสารนาถ มีพระพุทธรูปโบราณซึ่งน่าทึ่งและงดงามตามแบบฉบับของคนอินเดียอายุนับพันปีมากมายครับแต่เสียดายที่ถูกห้ามนำกล้องมาถ่ายภาพภายในต้องใช้เทคนิคพิเศษจึงมีรูปมาให้ชมกันไม่มากพอดูเป็นสังเขปอย่างพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา (รูปพระพุทธองค์แรก) เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัยคุปตะอายุประมาณปีพ.ศ.800 - 1,200 ครับซึ่งยุคนั้นนับว่าเป็นยุคที่มีความเจริญสูงสุดของพุทธศิลป์พระพุทธรูปองค์นี้ถูกค้นพบที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันครับถือกันว่าเป็นพุทธปฏิมาที่งดงามมากแต่ก่อนที่อินเดียมีการประกวดพุทธปฏิมากันหากส่งพระพุทธรูปองค์นี้เข้าประกวดจะได้รับการคัดเลือกว่าเป็นพุทธรูปที่งดงามที่สุดทุกครั้งไปจึงต้องขอให้งดการส่งเข้าประกวดเปิดโอกาสให้องค์อื่นบ้างจึงนับว่าพระพุทธรูปองค์นี้น่าจะเป็นพระพุทธรูปที่สวยงามที่สุดในโลกองค์หนึ่งก็ว่าได้ จากนั้นนำท่าน ล่องเรือแม่น้ำคงคาซึ่งชาวฮินดูเชื่อถือว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลมาจากมวยผมขององค์พระศิวะ (แม่น้ำนี้ไหลมาจากที่ราบสูงทิเบตเทือกเขาหิมาลัยประเทศจีนและเนปาล) ให้ทุกท่านได้ลอยกระทงแม่น้ำคงคาชมสถานที่การเผาศพของชาวฮินดูที่สืบทอดกันมาอย่างช้านาน
บริการอาหารเช้าณ ห้องอาหารของโรงแรม
ออกเดินทางสู่ เมืองลุมพินีวัน (ใช้เวลาเดินทางประมาณ7-8 ชั่วโมง) ตั้งอยู่ในเขตประเทศเนปาลผ่านเมืองโครักข์ปูร์และผ่านเมืองชายแดนโสเนาวลีของอินเดียเข้าสู่เมืองสิทธารัตถะของเนปาลเป็นสถานที่ซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะเดินทางถึงพรมแดนอินเดีย-เนปาลผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง
จากนั้นจึงเดินทางต่อเข้าสู่ เมืองสิทธารัตถะ
นำทุกท่านเดินทางสู่ สวนลุมพินีวัน เป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญแห่งที่ 1 ใน 4 สังเวชนียสถานของชาวพุทธเป็นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะผู้ซึ่งต่อมาตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งอยู่ที่อำเภอไภรวาแคว้นอูธประเทศเนปาลเป็นพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบลเพียงแห่งเดียวที่อยู่นอกประเทศอินเดียลุมพินีวันเดิมเป็นสวนป่าสาธารณะหรือวโนทยานที่ร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อนในสมัยพุทธกาลลุมพินีวันตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะในแคว้นสักกะบนฝั่งแม่น้ำโรหิณี หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วพระเจ้าอโศกมหาราชได้โปรดให้สร้างเสาหินขนาดใหญ่มาปักไว้ตรงบริเวณที่ประสูติเรียกว่าเสาอโศกที่จารึกข้อความเป็นอักษรพราหมีว่าพระพุทธเจ้าประสูติที่ตรงนี้ปัจจุบันลุมพินีวันได้รับการบูรณะและมีถาวรวัตถุสำคัญที่ชาวพุทธนิยมไปสักการะคือ "เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช" ที่ระบุว่าสถานที่นี้เป็นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะนอกจากนี้ยังมี "วิหารมายาเทวี" ภายในประดิษฐานภาพหินแกะสลักพระรูปพระนางสิริมหามายาประสูติพระราชโอรสโดยเป็นวิหารเก่ามีอายุร่วมสมัยกับเสาหินพระเจ้าอโศกปัจจุบันทางการเนปาลได้สร้างวิหารใหม่ทับวิหารมายาเทวีหลังเก่าและได้ขุดค้นพบศิลาจารึกรูปคล้ายรอยเท้าสันนิษฐานว่าเป็นจารึกรอยเท้าก้าวที่เจ็ดของเจ้าชายสิทธัตถะที่ทรงดำเนินได้เจ็ดก้าวในวันประสูติ
บริการอาหารเช้าณ ห้องอาหารของโรงแรม
เดินทางสู่ เมืองกุสินารา เป็นที่ตั้งของสังเวชนียสถานแห่งที่ 4 ในสมัยพุทธกาลเป็นเมืองเอกหนึ่งในสองของแคว้นมัลละอยู่ตรงข้ามฝั่งแม่น้ำคู่กับเมืองปาวาเป็นที่ตั้งของสาลวโนทยานหรือป่าไม้สาละที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานและเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า
นำท่านเดินทางสู่ มกุฏพันธนเจดีย์ ตั้งอยู่ห่างจากมหาปรินิพพานสถูปไปทางทิศตะวันออก ๑ กิโลเมตร คนท้องถิ่นเรียกว่า “รามภาร์-กา-ดีลา” หรือรัมภาร์สถูปเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้าเดิมทีเป็นเชิงตะกอนไม้จันทร์หอม หลังจากที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้วก็ได้สร้างพระสถูปครอบลง ต่อมาก็ได้ถูกรุกรานทำลายเหลือแต่ซากปรักหักพัง ภายหลังได้ถูกขุดค้นพบเป็นซากกองอิฐพระสถูปขนาดใหญ่ดังที่เห็นในปัจจุบันพระสถูปนี้วัดโดยรอบฐานได้ ๔๖.๑๔ เมตร และขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓๗.๑๘ เมตร ทั้งนี้ตามหลักฐานก็เป็นที่ชัดเจนว่านั่นคือสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระหรือมกุฏพันธนเจดีย์ตามที่ชาวพุทธเรียกชื่อกัน ปัจจุบันรัฐบาลอินเดียได้เข้ามาบูรณะซ่อมแซมไว้อย่างดี
นำท่านเดินทางไป กราบสักการะมหาปรินิพพานสถูป ซึ่งเป็นสถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานภายใต้ต้นสาละคู่เป็นพุทธสถานที่พระพุทธเจ้าประทานการบวชให้สาวกองค์สุดท้ายและยังเป็นที่ตรัสเทศนาปัจฉิมโอวาทสุดยอดแห่งพระธรรมคำสอนคือความไม่ประมาท
ชม มหาปรินิพพานวิหาร หรือ วิหารพุทธไสยาสน์ ตั้งอยู่ด้านหน้าบนฐานเดียวกันกับมหาปรินิพพานสถูปมีบันไดอิฐสูงขึ้นไปบนเนินภายในประดิษฐาน “พระพุทธรูปปางปรินิพพาน” อยู่บนพระแท่นทำด้วยหินทรายแดงหรือเรียกว่าจุณศิลาองค์พระพุทธรูปยาว ๒๓ ฟุต ๙ นิ้ว (ราว๗เมตร) กว้าง ๕ ฟุต ๖ นิ้วสูง๒ฟุต๑นิ้วศิลปะมถุรามีอายุมากกว่า ๑,๕๐๐ ปีที่พระแท่นมีรูปสลักของสุภัททปริพาชกกำลังเข้าไปขอบวชและมีรูปสลักพระอนุรุทธะและพระอานนท์อยู่ด้วยพระพุทธรูปองค์นี้เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ที่กำลังเสด็จดับขันธปรินิพพานประทับนอนบรรทมตะแคงขวาโดยหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตกและมีซากศาสนสถานโบราณโดยรอบมากมายในจารึกระบุผู้จัดสร้างพระพุทธรูปองค์นี้คือหริพละสวามีนายช่างผู้แกะสลักชื่อธรรมทินนาเป็นชาวเมืองมถุราในปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ถือได้ว่าเป็นจุดหมายสำคัญที่ชาวพุทธจะมาสักการะเพราะเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะอันพิเศษคือเหมือนคนนอนหลับธรรมดาแสดงให้เห็นว่าพระพุทธองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานจากไปอย่างผู้หมดกังวลในโลกทั้งปวง
บริการอาหารเช้าณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านเดินทางสู่ เมืองเวสาลี คืออาณาจักรหนึ่งของวัชชีหนึ่งใน 16 แคว้นของชมพูทวีปเรียกกันหลายชื่อว่าไวสาลีไพสาลีหรือเวสาลีเนื่องจากในครั้งนั้นกรุงเวสาวีเกิดฝนแห้งข้าวกล้าตายเพราะถูกแดดเผาคนยากจนอดตายศพเกลื่อนกลาดทั่วพระนครอมนุษย์ได้กลิ่นซากศพก็พากันเข้ามาในพระนครผู้คนตายเพิ่มขึ้นเหล่าเจ้าลิจฉวีได้ยินมาว่าพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลกพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ปวงสัตว์ทรงมีอานุภาพมากหากพระงค์ทรงเสด็จมาโปรดภัยทุกอย่างก็จักสงบไปจึงส่งเจ้าลิจฉวีชื่อมหาลิซึ่งเป้นผู้ทีพระเจ้าพิมพิสารโปรดปรานและอำมาตย์ผุ้หนึ่งเดินทางไปขอร้องพระเจ้าพิมพิสารให้กราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์เสด็จไปกรุงเวสาลีพระบรมศาสดาทรงพิจารณาหากได้ตรัสรัตนสูตรในกรุงเวสาลีนอกจากความเดือดร้อนจักสงบลงมหาชนชาววัชชีเมื่อได้ฟังพระสูตรนี้แล้วจักได้บรรลุมมรรคผลจำนวนมากจึงทรงรำคำกราบทูลเชิญของพวกเจ้าลิจฉวี
จากนั้นนำท่านเที่ยวชม วัดป่ามหาวัน อารามที่กษัตริย์ลิจฉวีสร้างถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งอยู่ในป่ามหาวันทางเหนือของอาณาจักรวัชชีในป่าหิมาลัยและพระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ในพรรษาที่ 5 ชมเสาอโศกที่มีรูปสิงห์อยู่ในลักษณะนั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออกที่สมบูรณ์ที่สุดปัจจุบันเหลือเพียงซากโบราณสถานที่ประกอบไปด้วยสังฆารามห้องพักห้องประชุม
นำท่านออกเดินทางสู่ นาลันทา เป็นชื่อเมืองๆหนึ่งในแคว้นมคธอยู่ห่างจากพระนครราชคฤห์ประมาณ 1 โยชน์ (ประมาณ 16 กิโลเมตร) ณเมืองนี้มีสวนมะม่วงชื่อปาวาริกัมพวัน (สวนมะม่วงของปาวาริกเศรษฐี) ซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับแรมหลายครั้งคัมภีร์ฝ่ายมหายานกล่าวว่าพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะซึ่งเป็นอัครสาวกเกิดที่เมืองนาลันทาแต่คัมภีร์ฝ่ายบาลีเรียกถิ่นเกิดของพระสารีบุตรว่าหมู่บ้านนาลกะหรือนาลันทคาม "นาลันทามหาวิชชาลัยของพุทธศาสนานิกายมหายาน"
บริการอาหารเช้าณ ห้องอาหารของโรงแรม
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ มหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นศูนย์การศึกษาในสมัยพุทธกาลต่อมาในปีพ.ศ. 1742 กองทัพมุสลิมเติรกส์ได้ยกทัพมารุกรานรบชนะกษัตริย์แห่งชมพูทวีปฝ่ายเหนือกองทัพมุสลิมเติรกส์ได้เผาผลาญทำลายวัดและปูชนียสถานในพุทธศาสนาลงแทบทั้งหมดและสังหารผู้ที่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนานาลันทามหาวิหารก็ถูกเผาผลาญทำลายลงในช่วงระยะเวลานั้นว่ากันว่าไฟที่ลุกโชนเผานาลันทานานถึง 3 เดือนกว่าจะเผานาลันทาได้หมด
จากนั้นนำท่านเดินทางไป นมัสการพระพุทธรูปองค์ดำ เป็นพรพุทธรูปโบราณที่แกะสลักจากหินสีดำหน้าตักกว้าง ๖๐ นิ้วพระเกตุทรงดอกบัวตูมปางสมาธิองคุลีของพระหัตถ์ขวาทั้งหมดชี้ลงธรณีแม้พระนาสิกจะหักบิ่นไปแต่ก็ยังทรงความงดงามอยู่มิได้จืดจางเหลือรอดจากการถูกทุบทำลายจากคนศาสนาอื่นและยังมีสภาพที่ค่อนข้างมบูรณ์มีคำบอกเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปองค์นี้ว่าเริ่มจากชาวบ้านอินเดียการบนบานศาลกล่าวขอพรจากพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินเดียนั้นเป็นไปในลักษณะเดียวกับคนไทยเวลาลูกไม่สบายก็พากันเอาน้ำมันเนยมาทาที่องค์ท่านก่อนแล้วลูบเอาน้ำมันเนยนั้นกลับมาทาตัวลูกทำให้ลูกหายเจ็บป่วยหายงอแงกินข้าวได้อ้วนท้วนสมบูรณ์จนหลายคนขนานนามท่านว่าหลวงพ่อน้ำมัน
นำท่านออกเดินทางสู่ เมืองราชคฤห์ นครหลวงแห่งแคว้นมคธ (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชัวโมง)
นำท่านเดินทางขึ้น เขาคิชญกูฏ หนึ่งในเบญจคีรีชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามนมัสการถ้ำพระโมคคัลลาชมถ้ำพระสารีบุตรสถานที่ที่พระสารีบุตรสำเร็จเป็นพระอรหันต์ชมกุฏีของพระอานนท์นมัสการมูลคันธกุฏีสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าไหว้พระสวดมนต์ที่ยอดเขาคิชกูฎจากนั้นนำท่านชมวัดชีวกัมพวันโรงพยาบาลสงฆ์แห่งแรกของโลก
นำท่านเดินทางสู่ วัดเวฬุวนารามมหาสังฆยิกาวาส (วัดเวฬุวัน)วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาและเป็นสถานที่แสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระอริยสงฆ์ 1,250 องค์มีสถูปที่บรรจุพระอัฐิธาตุของพระโมคคัลลานะและพระอัญญาโกญฑัญญะ สมควรแก่เวลา
นำท่านเดินทางสู่ เมืองคยา ใช้เวลา 2 ชั่วโมง
บริการอาหารเช้าณ ห้องอาหารของโรงแรม
จากนั้นนำท่าน เดินทางสู่ บ้านนางสุชาดา เป็นธิดาของเสนียะ ( เสนานิกุฏุมพี) ผู้มีทรัพย์ซึ่งเป็นนายใหญ่แห่งชาวบ้านเสนานิคมตำบลอุรุเวลาเมื่ออายุย่างเข้าสู่วัยสาวนางได้ทำพิธีบวงสรวงต่อเทพยดาที่สิงสถิตณต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งใกล้บ้านของนางโดยได้ตั้งปณิธานความปรารถนาไว้ 2 ประการคือ
1.ขอให้ข้าพเจ้าได้สามีที่มีบุญมีทรัพย์สมบัติและมีชาติสกุลเสมอกัน
2.ขอให้ข้าพเจ้ามีบุตรคนแรกเป็นชาย
เมื่อความปรารถนาสำเร็จสมบูรณ์ นางได้ทำพลีกรรมบวงสรวงสังเวยเทพยดาด้วยข้าวมธุปายาสในวันขึ้น๑๕ค่ำเดือน๖
นำท่านชมวิว ริมสองฝั่ง แม่น้ำเนรัญชราแม่น้ำสำคัญในพุทธประวัติชาวบ้านแถบนั้นเรียกว่า “ลิลาจัน”มาจากคำสันสกฤตว่า “ไนยรัญจนะ”แปลว่าแม่น้ำที่มีสีใสสะอาดแม่น้ำทั้งสายกว้างราว๑กิโลเมตรในสมัยพุทธกาลแม่น้ำเนรัญชราไหลผ่านแคว้นมคธณตำบลอุรุเวลาเสนานิคมซึ่งตั้งอยู่บนลุ่มแม่น้ำเนรัญชราอันเป็นภูมิสถานที่สงบน่ารื่นรมย์พระมหาบุรุษทรงเลือกที่แห่งนี้เป็นที่บำเพ็ญเพียรทรงประทับอยู่ณที่นี้นานถึง ๖ ปีพระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาและเปลี่ยนมาทรงดำเนินในมัชฌิมาปฏิปทาจนได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิณริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราแห่งนี้
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ วัดพุทธญี่ปุ่น ซึ่งมีหลวงพ่อองค์โตไดบุสซึและพระอรหันต์ที่วัดญี่ปุ่น องค์พระพุทธรูปสร้างจากหินทราย
วัดพุทธภูฏาน สร้างขึ้นเมื่อปี 2526 ชาวภูฏานนับถือพระพุทธศานา นิกายนิงมะหมวกดำ มีพระเจ้าแผ่นดินเป็นประธานพุทธบริษัท ถือเป็นชาติที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก โดดเด่นด้วยประติมากรรมปูนปั้นสามมิติ แสดงพุทธประวัติองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่ประสูตจากครรภ์พระมารดา , ออกผนวชแสวงหาหนทางแห่งการดับทุกข์ , ผจญหมู่มารก่อนการตรัสรู้ , รับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดา , ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และเสด็จดับขันธปรินิพพาน ซึ่งถือเป็นวัดแห่งเดียวในพุทธยาที่มีศิลปะปูนปั้นสามมิติงดงามเช่นนี้
วัดพุทธทิเบต ด้านหน้าวัดประดับธงนิกายมหายาน พระวิหารงดงามด้วยสถาปัตยกรรมเช่นเดียวกับวัดที่ธิเบต ส่วนพระประทานภายในวิหาร จำลองแบบมาจากพระพุทธเมตตาภายในมหาโพธิ์เจดีย์ ด้านข้างมีรูปปั้นพระพุทธเจ้านับร้อยองค์ เรียงรายอยู่ทั้งสองฝั่ง ผนังพระวิหารประดับด้วยภาพวาดพุทธประวัติตั้งแต่ประสูต ตรัสรู้ และปรินิพพาน
นำท่านชม วัดไทยพุทธคยา เป็นวัดไทยแห่งแรกในประเทศอินเดียเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2500 มีเนื้อที่ราว 12 ไร่ตั้งอยู่บริเวณพุทธคยาอยู่ห่างจากองค์เจดีย์พุทธคยาประมาณ 500 เมตรเป็นวัดที่อยู่ในความดูแลและอุปถัมภ์ของรัฐบาลไทยพระอุโบสถของวัดไทยพุทธคยาจำลองแบบมาจากวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหารกรุงเทพมหานครซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมของสมัยรัตนโกสินทร์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งซึ่งการจำลองแบบจนดูเหมือนนี้ไม่ใช่เฉพาะภายนอกแต่ยังมีภายในที่เหมือนกันด้วยเช่นองค์พระประธานที่เป็นพระพุทธชินราชแกลประตูแกลหน้าต่างเป็นต้น
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ มหาเจดีย์พุทธคยา เจดีย์พุทธคยาหรือพระมหาโพธิ์เจดีย์คืออนุสรณ์สถานแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีลักษณะเป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมทรงสูงเป็นสถาปัตยกรรมและศิลปะแบบอินเดียสูงประมาณ 170 ฟุตแบ่งออกเป็น 2 ชั้นชั้นแรกประดิษฐานพระพุทธเมตตาพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะปาละเป็นพระพุทธรูปใหญ่หนึ่งเดียวในเจดีย์ที่ไม่ถูกทำลายจากกษัตริย์ชาวฮินดูในสมัยที่มีการกวาดล้างพระพุทธศาสนาในอินเดียส่วนชั้นที่ 2 ประดิษฐานพระพุทธปฏิมาปางประทานพรบริเวณโดยรอบเจดีย์มีเจดีย์บริวารล้อมอยู่ทั้ง 4 ทิศเดิมเจดีย์พุทธคยาเป็นวิหารขนาดไม่ใหญ่นักต่อมาในปีพ.ศ.674 พระเจ้าหุวิชกะทรงบูรณะเพิ่มเติมให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิมในปัจจุบันเจดีย์พุทธคยาถือเป็นแลนด์มาร์คของกลุ่มพุทธสถานพุทธคยา
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ ด้านหลังมหาเจดีย์ ท่านจะพบกับ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ คือต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าประทับในช่วงเวลาตรัสรู้เป็นพันธุ์ไม้ที่เป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลต้นพระศรีมหาโพธิ์มีทั้งหมด 4 ต้น
-ต้นแรก คือ ต้นที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ซึ่งตายลงในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช
-ต้นที่ 2 คือ ต้นที่แตกหน่อออกมาจากต้นแรกและได้ถูกทำลายลงในสมัยพระเจ้าสาสังการกษัตริย์ฮินดู
-ต้นที่ 3 คือ ต้นที่แตกหน่อออกมาจากต้นแรกและได้ตายลงเพราะขาดการบำรุงดูแลเนื่องจากเป็นช่วงพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียเสื่อมโทรม
-ต้นที่ 4 คือ ต้นศรีมหาโพธิ์ต้นปัจจุบันที่แตกหน่อมาจากต้นที่ 3 ได้รับการบำรุงดูแลหน่อโดยเซอร์คันนิงแฮมหัวหน้าคณะสำรวจพุทธศาสนสถานในช่วงที่อินเดียเป็นอาณานิคมของอังกฤษปัจจุบันมีอายุ 138 ปี
ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นที่ประดิษฐานของพระแท่นวัชรอาสน์พระแท่นที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างขึ้นเพื่อบูชาสถานที่บำเพ็ญเพียรของพระพุทธเจ้าตัวแท่นทำจากทองมีความยาว 7 ฟุตสลักเป็นรูปเพชรพญาหงส์และดอกมณฑารพสลับกันพระและพุทธศาสนิกชนนิยมไปสักการะสวดมนต์หรือนั่งทำสมาธิอยู่รอบๆบริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์และพระแท่นวัชรอาสน์แห่งนี้
บริการอาหารเช้าณ ห้องอาหารของโรงแรม
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ มหาเจดีย์พุทธคยา เจดีย์พุทธคยาหรือพระมหาโพธิ์เจดีย์คืออนุสรณ์สถานแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีลักษณะเป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมทรงสูงเป็นสถาปัตยกรรมและศิลปะแบบอินเดียสูงประมาณ 170 ฟุตแบ่งออกเป็น 2 ชั้นชั้นแรกประดิษฐานพระพุทธเมตตาพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะปาละเป็นพระพุทธรูปใหญ่หนึ่งเดียวในเจดีย์ที่ไม่ถูกทำลายจากกษัตริย์ชาวฮินดูในสมัยที่มีการกวาดล้างพระพุทธศาสนาในอินเดียส่วนชั้นที่ 2 ประดิษฐานพระพุทธปฏิมาปางประทานพรบริเวณโดยรอบเจดีย์มีเจดีย์บริวารล้อมอยู่ทั้ง 4 ทิศเดิมเจดีย์พุทธคยาเป็นวิหารขนาดไม่ใหญ่นักต่อมาในปีพ.ศ.674 พระเจ้าหุวิชกะทรงบูรณะเพิ่มเติมให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิมในปัจจุบันเจดีย์พุทธคยาถือเป็นแลนด์มาร์คของกลุ่มพุทธสถานพุทธคยา