คณะพร้อมกันที่ สนามบินดอนเมือง อาคาร 1 (อาคารผู้โดยสารขาออก)ชั้น 3 ประตู 1 เคาน์เตอร์เช็คอินสายการบินไทยแอร์เอเชีย (FD)โดยมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกแก่ทุกท่าน
นำท่านเดินทางถึง สนามบินเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา (เวลาท้องถิ่นที่ประเทศกัมพูชา เท่ากับ เวลาประเทศไทย) ผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว
นำท่านเดินทางไป สักการะศาลองค์เจกองค์จอม ศาลขนาดเล็กที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ 2 องค์ องค์สูงมีชื่อว่า องค์เจก องค์เล็กมีชื่อว่า องค์จอมโดยมีตำนานเล่าว่า มีพี่น้องสองคนชื่อ เจกและจอม เป็นผู้ที่มีความสามารถในการรบ และมีความเลื่อมใสพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จนกระทั่งวันหนึ่ง ทั้งสองนอนหลับแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย บิดามารดาจึงสร้างพระพุทธรูปขึ้นมา 2 องค์ เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้บุตรีทั้งสอง นอกจากนี้ ยังมีตำนานเล่าขานว่า ในยุคของเขมรแดง ทหารเขมรแดงต้องการทำลายพระพุทธรูปที่เป็นที่เคารพทางพระพุทธศาสนา จึงได้เดินทางมาที่องค์เจกองค์จอมเพื่อจะยกไปทำลาย แต่ยกเท่าไรก็ยกไม่ขึ้น จึงละความพยายามไป ทำให้องค์เจกองค์จอมได้ประดิษฐานอยู่ที่ศาลเจ้าแห่งนี้จนถึงปัจจุบัน และทั้งสององค์นับเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเสียมเรียบในการสักการะองค์เจกองค์จอม จะใช้ดอกบัว 2 กำ พร้อมธูปและเทียน (ยังไม่รวมค่าดอกไม้ธูปเทียน ชุดละ 2 USD)
จากนั้น นำท่านไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ANGKOR NATIONAL MUSEUM (รวมค่าเข้าแล้ว + ไกด์ท้องถิ่นบรรยาย)เป็นพิพิธภัณฑ์ทางโบราณคดีที่มีการเก็บสะสมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เขมร ซึ่งมีทั้งพระพุทธรูป รูปปั้น ศิลปะ และวัฒนธรรมของอารยธรรมเขมรในช่วงประมาณศตวรรณที่ 9 ถึงศตวรรษที่ 14 และได้เปิดให้เข้าชมครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2550 ซึ่งใครที่ได้เข้ามาที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แล้ว จะรู้สึกหลงใหลในประวัติศาสตร์ต่างๆ ของเขมร
จากนั้น นำทุกท่านล่องเรือ ณ โตนเลสาบ หรือ ทะเลสาบโตนเล(รวมค่าล่องเรือแล้ว) ตั้งอยู่ตรงกลางของประเทศกัมพูชา ที่แห่งนี้เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพื้นที่ประมาน 7,500 ตารางกิโลเมตร ยาว 150 กิโลเมตร และมีความลึก 10 เมตร เป็นทะเลสาบที่เกิดจากแม่น้ำโขง ซึ่งคลอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดของกัมพูชา ได้แก่ กำปงธม กำปงชนัง โพธิสัตว์ พระตะบอง และเสียมราฐ ถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของชาวกัมพูชา เพราะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีพันธุ์ปลามากถึง 200 ชนิด ระหว่างทางที่เรือกำลังล่องไป ท่านจะได้สัมผัสกับภาพวิถีชีวิตของผู้คนระแวกนี้ ซึ่งเป็นคนกัมพูชาเชื้อสายเวียดนาม ส่วนใหญ่แล้วจะประกอบอาชีพประมง แต่ในช่วงที่น้ำแล้งจะไม่สามารถทำประมงได้ ชาวบ้านก็จะเปลี่ยนมาทำนา และทำเกษตรกรรมแทน ที่โตนเลสาบแห่งนี้จะมีโรงเรียนกลางน้ำ เป็นโรงเรียนที่ชาวเวียดนามมาสร้างไว้เพื่อทำการสอนหนังสือและสอนภาษาให้กับเด็กๆในระแวกนี้และชาวบ้านส่วนใหญ่ จะนิยมอาศัยอยู่ในเรือนแพ เนื่องจากต้องย้ายถิ่นฐานตามการขึ้นลงของน้ำ
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม (3)
จากนั้น นำท่านเดินทางไปทำบัตร ANGKOR PASS (รวมค่าบัตรแล้ว) เพื่อใช้เข้าชมปราสาทต่างๆ
และนำท่านเข้าชม ปราสาทนครวัด (ANGKOR WAT) ซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก และเป็นสิ่งปลูกสร้างทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่หลายๆท่านให้คำจำกัดความว่า You must see ANGKOR WAT before you die. ปราสาทแห่งนี้สร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพื่อเป็นปราสาทประจำรัชกาล โดยสร้างขึ้นตามความเชื่อของลัทธิไวษณพนิกาย ที่บูชาพระวิษณุหรือพระนารายณ์ ภายในปราสาทจึงเต็มไปด้วยภาพแกะสลักที่เกี่ยวกับพระนารายณ์และองค์อวตารของพระองค์ปราสาทนครวัดใช้ระยะเวลาในการสร้างประมาณ 100 ปี โดยใช้ช้างเป็นพาหนะหลักในการลากหินมาเพื่อสร้างปราสาทแห่งนี้ และใช้ช่างในการแกะสลักลวดลายของตัวปราสาทมากถึง 5,000 คน ศิลปะตามผนังกำแพงในปราสาทจะถูกบอกเล่าเรื่องราวจากการแกะสลักไว้อย่างมากมาย
จากนั้น นำท่านเดินทางต่อไปยัง เมืองนครธม เพื่อเข้าชม ปราสาทบายนปราสาทแห่งนี้ตั้งใจกลางนครธม ซึ่งห่างจากปราสาทนครวัดเพียงเล็กน้อย ปราสาทบายนถูกสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนนิกายมหายานตามที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงเลื่อมใส ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมครั้งใหญ่ของอาณาจักร จากการสร้างเทวาลัยให้เหล่าทวยเทพในศาสนาฮินดู มาเป็นพุทธศาสนสถานใจกลางเมืองพระนคร ตัวปราสาทจะมีลักษณะพิเศษ โดยยอดปราสาทจะเต็มไปด้วยรูปแกะสลักพระพักตร์ซึ่งมีทั้งหมด 54 ยอด แต่ได้พังทลายเหลือ 37 ยอด นักโบราณคดีต่างถกเถียงเกี่ยวกับพระพักตร์เหล่านี้ บ้างก็ว่าเป็นพระพักตร์ของพระพรหม บ้างก็ว่าเป็นของท้าวจตุโลกบาล หรือบ้างก็ว่าเป็นของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่กำลังจ้องมองรอบทิศเพื่อดูแลอาณาประชาราษฎร์นอกจากนี้ ปราสาทแห่งนี้จะประกอบด้วย ระเบียงคต 2 ชั้น คือ ชั้นนอกและชั้นใน ซึ่งชั้นนอกจะถูกสร้างก่อนชั้นใน ตามเสาหินจะมีรูปแกะสลักของเหล่านางอัปสร
นำท่านเข้าชม ปราสาทบันทายสรี หรือ ที่ชาวกัมพูชาเรียกกันว่า “บอนเตียสเรย” แปลว่า ปราสาทของสตรีหรือป้อมสตรีนั่นเอง ปราสาทแห่งนี้ถูกขนานนามว่าเป็นปราสาทที่งดงามที่สุดในประเทศกัมพูชา สร้างขึ้นในช่วงตอนปลายของสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 และสร้างแล้วเสร็จในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 โดยผู้ที่สร้างปราสาทแห่งนี้คือ พราหมณ์ยัชญวราหะ เป็นปราสาทที่มีขนาดเล็ก ประกอบด้วยปราสาท 3 หลัง ได้แก่ ปราสาททางทิศใต้สร้างถวายพระพรหม ทิศเหนือถวายพระวิษณุ และตรงกลางใหญ่ที่สุดถวายพระศิวะ ตัวปราสาทสร้างจากหินทรายสีชมพูที่หายาก ลวดลายที่ประดับปราสาทนี้ถูกแกะสลักไว้อย่างวิจิตรบรรจง ทำให้ภาพดูสง่างามและมีชีวิตจิตใจจึงเปรียบปราสาทแห่งนี้ว่างดงาดดั่งอิสตรี จึงเป็นที่มาของชื่อบันทายสรี
จากนั้น นำท่านเข้าชม ปราสาทตาพรหม แห่งนี้เป็นปราสาทยุคท้ายๆของอาณาจักรเขมร ตามหลักศิลาจารึกปรากฏชื่อของปราสาทแห่งนี้ว่า “ราชวิหาร” แต่ชื่อตาพรหมถูกสันนิษฐานว่าตั้งตามชื่อของคนแก่ที่เป็นคนเฝ้าปราสาทเมื่อเริ่มมีการบูรณะ ปราสาทตาพรหมถูกสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแห่พระมารดาของพระองค์ และเป็นพุทธศาสนสถาน ซึ่งยังได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งอีกด้วย ปราสาทแห่งนี้เหมือนเป็นปราสาทที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ภายในปราสาทมีความซับซ้อน ความมีเสน่ห์และความพิศวงด้วยรากไม้ที่ขึ้นปกคลุมปราสาทเอาไว้ยาวนานกว่า 400 ปี นอกจากนี้ปราสาทตาพรหมยังถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในฉากของหนังภาพยนตร์เรื่อง TOMB RAIDER อันโด่งดังอีกด้วย
รับประทานอาหารอาหารเย็น ณ ภัตตาคาร (มื้อที่ 5)
*** หมายเหตุ สำหรับกรุ๊ปเดินทางวันที่ 30 ธันวาคม 2562 – 01 มกราคม 2563 (กรุ๊ปปีใหม่) จะรับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม ***
จากนั้น นำท่านเดินทางสู่ ตลาดซาจ๊ะ หรือ ตลาดไนท์มาร์เก็ต (NIGHT MARKET)ให้ท่านได้อิสระช้อปปิ้งซื้อของฝาก ของที่ระลึกมากมาย อาทิเช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า พวงกุญแจ ผ้าทอ และนอกจากนี้ยังมีสินค้าพื้นเมือง เครื่องเงิน อัญมณีหรือของฝากที่เป็นสัญลักษณ์ของชาวกัมพูชาที่แกะสลักจากหินอย่างสวยงามอีกทั้งยังมีร้านอาหาร เครื่องดื่มต่างๆ ให้ท่านได้ลองทาน
รับประทานอาหารอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม (มื้อที่ 6)
นำท่านเดินทางสู่ กลุ่มปราสาทเกาะแกร์ (รวมค่าเข้าแล้ว)อีกชื่อหนึ่ง คือ นครโฉกครรคยาร์ หมายถึง เกาะแห่งความรุ่งโรจน์ และปัจจุบันถูกจัดตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติ เกาะแกร์แห่งนี้ในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ได้ทรงสถาปนาขึ้นให้สถานที่แห่งนี้เป็นราชธานีแห่งอาณาจักรขอม มีกษัตริย์ปกครอง 2 พระองค์ แต่เป็นได้เพียงระยะสั้นๆเท่านั้น สิ่งก่อสร้างที่หลงเหลืออยู่ได้แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของที่แห่งนี้ เกาะแกร์ถือว่าเป็นที่ตั้งกลุ่มปราสาทเก่าโบราณมากมาย แต่ปัจจุบันมีหลงเหลือให้เห็นไม่มากนัด โดย3 ปราสาทที่ไม่ควรพลาด คือ ปราสาทปรัม ปราสาทลึงค และปราสาทธม
1. ปราสาทปรัม หรือปราสาทพราหมณ์ (PRASAT PRAM) ซึ่งมาจากภาษาเขมร แปลว่า ห้า ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของกลุ่มปราสาทเกาะแกร์ เป็นปราสาทหลังแรกตามเส้นทางการท่องเที่ยวถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบพิธีทางศาสนาฮินดู โดยจะมีปราสาทสร้างจากอิฐทรงศิขระจำนวน 3 หลัง โดยบางหลังจะมีรากไม้ปกคลุม จึงเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชอบมาถ่ายรูป ส่วนด้านหน้าอีก 2 หลังจะเป็นบรรณาลัย โดยบรรณลัยหลังแรกทางซ้ายมือสร้างจากอิฐที่มีหลังคาเป็นรูปทรงมณฑปหัวเกือกม้าคล้ายซุ้มบัณชรมีหลังคาคลุมโดยสมบูรณ์ ผิวของอาคารบรรณาลัยรวมทั้งปราสาทประธานยังคงปรากฏร่องรอยของปูนปั้นที่ฉาบตกแต่งไว้อย่างชัดเจนส่วนบรรณาลัยด้านขวา สร้างขึ้นภายหลังจากการสถาปนาปราสาทไปแล้ว หรืออาจสร้างในช่วงปลายรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 วัสดุที่ใช้จึงแตกต่างไปจากเดิม โดยใช้หินศิลาแลงในการสร้างรูปแบบ คล้ายคลึงกับคูหาปราสาทลึงค์ ฐานล่างก็เป็นการก่อแบบเรียบๆ ไม่เหมือนกับฐานของปราสาทอิฐ ที่มีการสลักลวดลายและการวางหินแบบพนมบาแค็ง
2. ปราสาทลึงค์ ถือเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบพิธีทางศาสนาฮินดู ภายในปราสาทแห่งนี้ด้านในจะมีฐานโยนีขนาดใหญ่ที่มีลวดลายแกะสลักเป็นพรรณพฤกษารองรับศิวลึงค์ขนาดใหญ่ที่ถูกแกะสลักลวดลายด้วยเช่นกัน ศิวลึงค์ที่อยู่ภายในปราสาทแห่งนี้ ถือได้ว่าใหญ่ที่สุดในกัมพูชา ในส่วนของตัวกำแพงจะมีร่องรางน้ำ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นทางที่ให้น้ำไหลผ่านออกมาด้านนอก เพื่อให้ชาวบ้านได้นำน้ำนี้ไปบูชา กราบไหว้ เพราะถือว่าเป็นน้ำอันศักดิ์สิทธิ์
3. ปราสาทธม เป็นปราสาทหินทรายที่ตั้งอยู่ในเกาะแกร์ ถูกสร้างด้วยเทคนิคการเรียงหินขึ้นประกอบฐานและสร้างให้เป็นรูปทรงพีระมิดขั้นแบบขั้นบันไดสูง 7 ชั้น ปราสาทแห่งนี้สร้างเพื่อเป็นปราสาทประจำพระราชอาณาจักรในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 และบนยอดพีระมิดของปราสาทแห่งนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานของ “ตรีภูวเนศวร” หรือศิวลึงค์ขนาดใหญ่ซึ่งสันนิษฐานว่ามีความสูงถึง 4.5 เมตร แต่ปัจจุบันไม่มีศิวลึงค์อยู่บนยอดปราสาทแล้วท่านสามารถเดินขึ้นไปถ่ายรูปที่ชั้น 7 ได้
รับประทานอาหารอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหารบริเวณหน้าปราสาทธม*** (มื้อที่ 7)
*** หมายเหตุ เนื่องจากร้านอาหารในเกาะแกร์ จะมีเฉพาะร้านอาหารแบบท้องถิ่น จึงขออนุญาตนำท่านรับประทานอาหารบริเวณนี้ เพื่อให้ง่ายต่อการเดินทางไปพนมกุเลนต่อไป
นำทุกท่านเดินทางสู่ พนมกุเลน (รวมค่าเข้าแล้ว)โดยในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ได้ย้ายเมืองหลวงมายังพนมกุเลน และได้ทรงสถาปนาให้เป็นศูนย์กลางของเมืองหลวง โดยมีชื่อทางโบราณคดีคือ “มเหนทรบรรพต” แปลว่า ภูเขาของพระอินทร์ผู้ยิ่งใหญ่ และพระองค์ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ พร้อมกับประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นกับชวา ทำให้พนมกุเลนเป็นอาณาจักรขอมโบราณ ที่มีแหล่งโบราณคดีมากมายซ่อนอยู่ในป่าทึบ และกำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวกัมพูชาซึ่งมีความโดดเด่นทางธรรมชาติและมีความอุดมสมบูรณ์ล้อมรอบด้วยภูเขาและน้ำตก
จากนั้น นำท่านเดินทางสู่ วัดพระองค์ธม ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ในพนมกุเลน เป็นสถานที่แสวงบุญของชาวกัมพูชา โดยมีโบสถ์ลอยฟ้า ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่ หรือพระนอนที่ถูกแกะสลักจากส่วนยอดของก้อนหินขนาดใหญ่นำท่านสักการะพระนอน และพระศิวลึงค์ (ไม่รวมดอกไม้ธูปเทียน)
จากนั้นนำทุกท่านชม ศิวลึงค์ ในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือเรียกว่า ลำธารสหัสลึงค์”ด้วยคติไศวนิกายที่บูชาพระศิวะเป็นเทพสูงสุด ศิวลึงค์จึงเป็นตัวแทนของพระศิวะ ซึ่งบวงสรวงด้วยการใช้น้ำรดไปยังศิวลึงค์ ผ่านฐานโยนีที่เป็นตัวแทนของพระแม่อุมา น้ำที่ไหลลงมาจึงถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 สถาปนามหนทรบรรพตขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร พนมกุเลนจึงเป็นตัวแทนของเขาไกรลาส อันเป็นที่สถิตแห่งองค์พระศิวะ ภายใต้ลำน้ำในเทือกเขาแห่งนี้ จึงมีการสลักภาพศิวลึงค์จำนวนนับร้อยพัน เพื่อให้สายน้ำที่ไหลผ่านเสมือนดั่งการบวงสรวงองค์พระศิวะและพระแม่อุมา รวมถึงสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้สายน้ำที่จะไหลลงไปหล่อเลี้ยงผู้คนภายในราชอาณาจักรสถานที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นต้นน้ำที่รับน้ำจากฟ้าไหลเป็นลำธารผ่านแผ่นทับหลังรูปสลัก “ศิวลึงค์” นับ 1,000 องค์ ทอดยาว 400 เมตร ซึ่งชาวกัมพูชาเชื่อกันว่าที่นี่เป็น “แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์” เพราะหากท่านใดที่ได้มาที่นี่ และได้นำน้ำในแม่น้ำแห่งนี้กลับไปบูชาหรือชำระล้างร่างกาย จะทำให้พบแต่ความสุขไปตลอด
จากนั้น นำท่านชมวิวที่ หน้าผาลานหินพนมกุเลน จุดถ่ายภาพหน้าผาสูงที่เห็นวิวที่ล้อมรอบไปด้วยความเขียวขจีของต้นไม้ เห็นวิวธรรมชาติของพนมกุเลนได้
เวลาอันสมควร นำท่านเดินทางกลับเข้าตัว เมืองเสียมเรียบ
รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคาร (มื้อที่ 8)
ได้เวลาอันสมควร นำทุกท่านเดินทางสู่ สนามบินเสียมเรียบ
เงื่อนไขการยกเลิกทัวร์ เนื่องจากการเจ็บป่วย