พร้อมกัน ณ เคาน์เตอร์เช็คอิน สายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศสนามบินสุวรรณภูมิโดยมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ คอยต้อนรับและอำนวยความสะดวกด้านสัมภาระและเอกสารการเดินทางทำผ่านขั้นตอนการตรวจคนออกนอกประเทศ
เดินทางถึง กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี นำท่านผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร
หลังจากนั้นนำทุกท่านสู่ เมืองอิสตันบูล นำท่านเดินทางชม เทศกาลดอกทิวลิป ณ Emirgan Park ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่สวยที่สุดและ มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศตุรกี โดยที่ช่วงระหว่างเดือน เมษายน-กลางเดือน พฤษภาคม ของทุกๆ ปี ณ สวนสาธารณะแห่งนี้จะมีจัดงานเทศกาลดอกทิวลิป ให้ทุกท่านได้สัมผัสดินแดนที่เป็นต้นกำเนิดดอกทิวลิปของโลกอย่างแท้จริง ให้ท่านได้อิสระกับการถ่ายภาพดอกทิวลิป หลากสี หลายสายพันธุ์ นับเป็นล้าน ๆ ดอก ได้ตามอัธยาศัย
จากนั้นนำชม สุเหร่าสีน้ำเงิน (BLUE MOSQUE) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทางศาสนา ที่มีความสวยงามแห่งหนึ่ง ชื่อนี้ได้มาจากกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินที่ใช้ปูตลอดแนวฝาผนังด้านใน และถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ ซึ่งเคยเป็นวังของจักรพรรดิไบเซนไทน์ โดยสุลต่านอาหเม็ตที่ 1 ค.ศ. 1609 ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 7 ปีและชมสนามแข่งม้าโบราณของชาวโรมัน “ฮิบโปโดรม” จัตุรัสสุลต่านอาห์เมต
จากนั้นนำชม โบสถ์เซนต์โซเฟีย St. Sophia ซึ่งเป็นศิลปะแบบไบแซนไทม์ ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ สร้างขึ้นสมัยจักรพรรดิคอนสแตนติน ของจักรวรรดิไบแซนไทม์ เดิมใช้เป็นโบสถ์คริสต์แต่หลังจากจักรวรรดิออตโตมันเข้ามาปกครองจึงได้เปลี่ยนโบสถ์ดังกล่าวมาเป็นมัสยิด แต่ได้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติในสมัย เคมาล อะตาเติร์ก หลังจากที่เป็นโบสถ์ในศาสนาคริสต์เป็นเวลากว่า 916 ปี และเป็นมัสยิดของศาสนาอิสลามอีกกว่า 447 ปี ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความงามและความยิ่งใหญ่ ภายในมีภาพประดับโมเสกทองที่สมบูรณ์บ่งบอกถึงความศรัทธาอันแรงกล้าของจักรพรรดิคอนสแตนตินที่มีต่อคริสต์ศาสนา
นำท่านล่องเรือชม ช่องแคบบอสฟอรัส ซึ่งเป็นช่องแคบที่เชื่อมทะเลดำ (The Black Sea) เข้ากับทะเลมาร์มาร่า (Sea of Marmara)โดยมีความยาวประมาณ 32 กิโลเมตร ความกว้างเริ่มตั้งแต่ 500 เมตร จนถึง 3 กิโลเมตร ถือว่าช่องแคบนี้เป็นจุดพบกันของสุดขอบทวีปยุโรปและสุดขอบทวีปเอเชีย ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้ว ช่องแคบบอสฟอรัสยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งในการป้องกันประเทศตุรกีอีกด้วย ขณะที่ล่องเรือท่านจะได้เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ข้างทางไม่ว่าจะเป็นพระราชวังโดลมาบาเชหรือบ้านเรือนสไตล์ยุโรปของบรรดาเศรษฐีทั้งหลาย ซึ่งล้วนแล้วแต่สวยงามตระการตาทั้งสิ้น
นำท่านชม พระราชวัง โดลมาบาเช่ (Dolmabache Palace) พระราชวังแห่งนี้สร้างโดย สุลต่านอับดุล เมอจิท ซึ่งเป็นพระราชวังที่สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญอย่างสูงสุดทางวัฒนธรรม และทางวัตถุของจักรวรรดิออตโตมาน
จากนั้นนำท่านสู่ ตลาดสไปซ์มาร์เกต อิสระให้ท่านได้ชมบรรยากาศของตลาดอียิปต์โบราณ ท่านสามารถเลือกซื้อของท้องถิ่นได้ในราคาย่อมเยาว์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ ชาหรือกาแฟ รวมถึงผลไม้อบแห้งอันขึ้นชื่อของตุรกีอย่าง แอปปลิคอท หรือจะเป็นถั่วพิทาชิโอ ซึ่งมีให้เลือกซื้อมากมาย ได้เวลาสมควร
เมืองอิซเมียร์ (Izmir) ตั้งอยู่ทางปลายสุดทางตะวันตกของคาบสมุทรอานาโตเลีย (Anatolia) หรือที่เรามักเรียกกันว่า เอเชียไมเนอร์ (Asia Minor) ปัจจุบันเมืองอิซเมียร์นั้นถือว่าเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ซึ่งมีอายุเก่าแก่มากกว่า 5,000 ปี เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศตุรกี ตัวเมืองนั้นตั้งอยู่รอบๆอ่าวขนาดใหญ่ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่นั้นถูกล้อมรอบไปด้วยภูเขา อีกทั้งยังถือว่าเป็นเมืองที่ค่อนข้างพลุกพร่านไปด้วยผู้คน รวมไปถึงถนนที่ค่อนข้างกว้าง อาคารกระจกและศูนย์ช็อปปิ้งที่ทันสมัย นั่นจึงส่งผลให้เมืองมีบรรยากาศของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนยุโรปมากกว่าตุรกีแบบดั้งเดิม อิสระให้ท่านชมเมืองและเก็บภาพประทับใจ
จากนั้นได้เวลาอันสมควรนำท่านเดินทางสู่ เมืองคูซาดาซี
นำท่านสู่ หมู่บ้านออตโตมัน ดั้งเดิม ชมอารยะธรรมและบ้านเรือนสมัยแบบเก่าของสมัยออตโตมันที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน อิสระให้ท่านเก็บภาพประทับใจ และเลือกชมซื้อสินค้าพื้นเมือง ได้เวลาอันสมควรนำท่านสู่โรงแรมที่พัก
บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านเยี่ยมชม โรงงานเครื่องหนัง (Leather Jacket Factory) ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังของประเทศตุรกี ซึ่งตุรกีเป็นประเทศที่ผลิตหนังที่มีคุณภาพที่สุด อีกทั้งยังผลิตเสื้อหนังส่งให้กับแบรนด์ดังในอิตาลี เช่น Versace , Prada , Michael Kors อิสระให้ท่านเลือกซื้อสินค้าได้ตามอัธยาศัย
จากนำท่านเดินทางสู่ ท่าเทียบเรือคูซาดาซี ผ่านขั้นตอนพิธีการตรวจเช็คเอกสาร กระเป๋าสัมภาระการเดินทางเพื่อขึ้นเรือสำราญท่องทะเลเอเจียน
เรือสำราญ เริ่มล่องออกจากฝั่ง ซึ่งท่านจำเป็นต้องเข้าร่วมฟังการสาธิตการใช้เสื้อชูชีพแผนผังบนเรือ และขั้นตอนอพยพหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งเป็นข้อบังคับเพื่อความสะดวกและปลอดภัยของทุกท่าน เรือสำราญล่องทะเลเอเจียน มุ่งหน้าสู่ เกาะกรีก ให้ท่านชื่นชมความงดงามและวิวทิวทัศน์ของท้องทะเลเอเจียน หรือพักผ่อนในห้องพักส่วนตัวตามอัธยาศัย
เรือจอดเทียบท่าเกาะ Patmos ประเทศกรีซ พัตมอส ถูกกล่าวขานว่าเป็นเกาะแห่งคัมภีร์พระธรรมในคริสต์ศาสนาเล่มสุดท้าย (The Island of Apocalypse) หรือเมืองเยรูซาเล็มแห่งทะเลเอเจียน เป็นเกาะซึ่งนักบุญจอห์น (St. John) ได้รับนิมิตรจากพระผู้เป็นเจ้าให้เขียนคัมภีร์พระธรรมเล่มสุดท้ายจากนิมิตรที่ได้รับ ปัจจุบันอารามของนักบุญจอห์นบนเกาะพัตมอสนี้ ได้กลายเป็นที่ซึ่งคริสต์ศาสนิกชนในนิกายออร์โธดอกซ์ และคริสเตียน (ตะวันตก) ต้องเดินทางมายังเกาะศักดิ์แห่งนี้เพื่อแสวงบุญ อีกทั้งเป็นสถานที่ตากอากาศยอดนิยมของผู้ที่รักผืนทรายและแสงแดดด้วย
รับประทานอาหารค่ำแบบบุฟเฟ่ต์พร้อมบริการเครื่องดื่ม ณ ห้องอาหารบนเรือสำราญ
จากนั้นให้ท่านได้พักผ่อนตามอัธยาศัย หรือ เลือกชม การแสดงโชว์ที่ทางเรือได้จัดไว้ให้ชม (ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไม่ซ้ำกัน) หรือเลือกที่จะนั่งฟังเพลงไพเราะหวานซึ้งที่ เลาจน์ หรือบาร์ต่างๆ หรือเลือกที่จะสนุกสนานกับการเต้นรำที่ห้องดิสโก้เธค และเครื่องเล่มเกมต่าง ๆ
เรือเข้าจอดเทียบท่า Herkalion เมืองท่าของเกาะครีต (Crete) ใหญ่ที่สุดในบรรดาเกาะกรีก และใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของบรรดาเกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นเกาะประวัติศาตร์ที่ได้รับการจารึกไว้มาอย่างยาวนานมาแต่โบราณกาล และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดของประเทศ กล่าวกันว่าเกาะครีต เป็นแหล่งกำเนิดของอารยธรรมตะวันตกที่เก่าแก่ที่สุดประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสต์กาล เป็นเกาะสถานที่กำเนิดของซุส กษัตริย์แห่งเทพทั้งหมดในโบราณกาล อิสระให้ท่านเดินชมเมืองอารยธรรมตะวันตกอันเก่าแก่และโบราณสถานต่าง ๆ ในตัวเมือง
เรือออกจาก ท่าเรือเกาะครีต รับประทานอาหารกลางวันแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารบนเรือสำราญ จากนั้นให้ท่านพักผ่อนตามอัธยาศัยขณะที่เรือสำราญนำท่านล่องไปในท้องทะเลมุ่งหน้าสู่ เกาะซานโตรีนี
เรือเข้าเทียบท่าที่ตั้งอยู่แนวฝั่งลากูนของเกาะสวรรค์ ซานโตรีนี่ (Santorini) เป็นพื้นที่ส่วนที่เหลือหลังจากการประทุระเบิดครั้งที่หนักหน่วงที่สุดของภูเขาไฟประมาณ 3,600 ปีที่ผ่านมา เป็นเกาะที่ตั้งอยู่ตอนใต้สุดของหมู่เกาะคิคลาเดส เกาะซานโตรินี่ (Santorini) นี้เป็นเกาะที่ดังมากๆ ของประเทศกรีซ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเกาะ Crete ในทะเล Aegean ด้วยความที่มีเอกลักษณ์ ของสถาปัตยกรรม ที่โดดเด่น มาก
หมายเหตุ ท่านสามารถเลือกซื้อทัวร์เสริมไปยังเกาะซานโตรินี่ ท่านละ 65 ยูโร โดยรถบัสจะนำท่านเดินทางไปตามถนนเลียบเกาะ ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ท่านได้เห็นภาพวิวทิวทัศน์ของท้องทะเลเอเจียน และเกาะเล็กเกาะน้อยร่ายเรียงกระจัดกระจายถัดออกไป ชั้นหินลาวาที่ฉาบบนหินผาอย่างงดงาม
จากนั้นจะนำท่านสู่ หมู่บ้านเอีย (Oia) ซึ่งอยู่ปลายเกาะด้านตะวันตก บ้านเรือน โบสถ์ ในสถาปัตยกรรมสไตล์ไซดลาดิกทาสีขาวตัดสีฟ้าแสนงดงาม ตั้งลดหลั่นไล่ระดับตามหน้าผาสูงชัน
จากนั้นให้ท่านลงเดินสำรวจภายในหมู่บ้านที่เป็นตรอกซอกซอยเล็กๆ ถนน (cobble-stone streets)โรยด้วยหินกรวดตามแบบฉบับของยูโรป ท่านสามารถเดินชมวิว หรือเลือกซื้อของที่ระลึกมากมาย
จากนั้นไกด์ท้องถิ่นจะนำท่านสู่ จุดชมวิวพระอาทิตย์ ลับขอบฟ้า ที่ว่ากันว่าเป็นจุดที่สวยที่สุดของ ซานโตรีนี และ เมดิเตอร์เรเนียน ให้ท่านเก็บภาพประทับใจต่อ
จากนั้นไกด์ท้องถิ่นจะนำท่านเดินทางสู่ เมืองธีร่า (Thira) เมืองที่ตั้งอยู่ริมเขาคาลเดอร่า เป็นทิวทัศน์ที่น่าประทับใจยิ่งนัก ตรอกซอยเต็มไปด้วยร้านค้าของที่ระลึก และร้านกาแฟ ซึ่งท่านสามารถนั่งจิบกาแฟ มองดูผู้คนที่ขวักไขว่ผ่านไปมา หรือทอดสายตาไกลออกไปยังเกาะกามีเนส เกาะภูเขาไฟสีทึม ๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณอ่าวคาเดอร่า พร้อม ๆ กับอิ่มเอมกับบรรยากาศโดยรอบ เมื่อได้เวลาอันควรแล้ว นำท่านเดินทางกลับสู่เรือสำราญ
รับประทานอาหารค่ำ ที่ห้องอาหารแบบบุฟเฟต์พร้อมบริการเครื่องดื่มณ ห้องอาหารบนเรือสำราญ
จากท่านได้พักผ่อนตามอัธยาศัย หรือ เลือกชมการแสดงโชว์ชุดพิเศษ ที่ทางเรือได้จัดไว้ให้ชม (ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไม่ซ้ำกัน) หรือเลือกที่จะนั่งฟังเพลงไพเราะหวานซึ้งที่เลาจน์ หรือบาร์ต่างๆ หรือเลือกที่จะสนุกสนานกับการเต้นรำที่ห้องดิสโก้เธค และเครื่องเล่นเกมต่าง ๆ
เรือเข้าจอดเทียบท่าที่ท่า เรือพีราอุส (Piraeus)
นำท่านเดินทางสู่ กรุงเอเธนส์ โดยรถบัส ท่านจะได้ชมเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่าความยิ่งใหญ่ของเอเธนส์จะมีแค่เพียง 50 ปี แต่มรดกของเมืองโบราณมีให้เห็นเด่นชัด ชมจัตุรัสรัฐธรรมนูญ(Syntagma Square), อาคารัฐสภา, สุสานทหารนิรนามที่มีการ์ดที่แต่ชุด Evzones,
จากนั้นผ่านชม ศาลาว่าการเมืองเอเธนส์ สนามกีฬาขนาดใหญ่กลางกรุงเอเธนส์ ต้นกำเนิดของกีฬาโอลิมปิคในปัจจุบันและสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคในปี 2004
แล้วนำท่านชม เมืองอโครโพลิส (ACROPOLIS) ที่ตั้งอยู่สูงเหนือเมืองขึ้นไปประมาณ 200 ฟุต (61 เมตร) ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่สง่างามและยิ่งใหญ่ที่สุดท่ามกลางสิ่งก่อสร้างทั้งหลายในกรีก ท่านจะได้ชมซากแห่งความยิ่งใหญ่ของเมืองที่เคยเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกรีก
ผ่านประตูทางเข้า โพรเพอเลีย สร้างด้วยหินอ่อนที่ได้มาจากภูเขาเพนเทลิคอน
ชมความงามของ เสาไอโอนิค 8 ต้น ที่คงอยู่ในสภาพที่ไม่บุบสลาย
ชม วิหารพาเธนอน วิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพธิดาพรหมจรรย์ ชมจัตุรัสรัฐธรรมนูญ หนึ่งในสองจัตุรัสหลักของเมือง อิสระให้ท่านเก็บภาพระทับใจ เมื่อได้เวลาอันควรแล้ว
นำท่านเดินทางกลับสู่ เรือสำราญ
เรือเข้าเทียบท่าที่มิโคโนส (Mykonos, Greece) เกาะและหนึ่งในสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวผู้ไปเยือนประเทศกรีก และเป็นหนึ่งในหมู่เกาะคิคลาเดสอันเป็นที่ชื่นชอบของคนสมัยใหม่
อิสระให้ท่านเดินชม โฮร่า ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมิโคโนส ลัดเลาะไปตามถนนที่เรียงรายไปด้วยร้านค้า โรงแรมแบบบูติก เก็บบันทึกภาพประทับใจในบรรยากาศที่สวยแปลกตา
ชม ความสวยงามของ Windmill กังหันลมโบราณที่ตั้งรับลมทะเลที่ปัจจุบันเหลือเพียง 7 หลังเท่านั้น
ท่านสามารถเดินชม ย่าน Chora หรือย่านเมืองเก่าที่มีความงดงามประกอบด้วย บ้านเรือนสีขาวทุกหลัง ตัดกับโบสถ์และท้องฟ้า ระเบียง ดอกไม้อันเป็นภาพพื้นเมืองที่หาชมได้ยาก ท่านสามารถชมจุดที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดริมทะเลอีเจี้ยน ที่มีบรรยากาศคล้ายคลึงกับนครเวนิส ในอิตาลี จนได้ถูกขนานนามว่า Little Venice
อิสระให้ท่านเลือกชม เลือกซื้อสินค้าพื้นเมือง ก่อนได้เวลาเดินทางกลับขึ้นเรือจนได้เวลาอันสมควรนำท่านกลับสู่ เรือสำราญ
รับประทานอาหารค่ำ ที่ห้องอาหารบนเรือสำราญ
หลังรับประทานอาหารค่ำให้ท่านได้พักผ่อนตามอัธยาศัย หรือ เลือกชมการแสดงโชว์ชุดพิเศษ ที่ทางเรือได้จัดไว้ให้ชม หรือเลือกที่จะนั่งฟังเพลงไพเราะหวานซึ้งที่ เลาจน์ หรือบาร์ต่างๆ หรือเลือกที่จะสนุกสนานกับการเต้นรำที่ห้องดิสโก้เธค หรือสนุกกับเครื่องเล่นเกมต่าง ๆ
รับประทานอาหารเช้า ที่ห้องอาหารบนเรือสำราญ
หมายเหตุ- กรุณาจัดเตรียมแพ็คและติดฉลากกระเป๋า สัมภาระการเดินทางแล้วนำไปวางไว้ที่ตำแหน่งและตามกำหนดที่ทางเรือได้กำหนดไว้ และนำให้แนะนำให้ท่านทำการเช็คเอาท์ เคลียร์/ชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้แล้วเสร็จก่อนเรือเข้าเทียบท่า
เรือจอดเทียบท่า เมืองคูซาดาสิ (Kusadasi) ประเทศตุรกี ได้เวลาอำลาเรือสำราญ
นำท่านชม เมืองเอฟฟิซุส (City of Ephesus) ซึ่งเป็นเมืองโบราณที่มีการบำรุงรักษาไว้เป็นอย่างดีที่สุดเมืองหนึ่ง เคยเป็นที่อยู่ของชาวไอโอเนียน (Ionian) จากกรีก ซึ่งอพยพเข้ามาปักหลักสร้างเมืองขึ้นที่นี่เมื่อประมาณ 1,000 ปี ก่อนคริสตกาล ต่อมาถูกรุกรานเข้ายึดครองโดยพวกเปอร์เซียและกษัตริย์ อเล็กซานเดอร์มหาราช ภายหลังเมื่อโรมันเข้าครอบครองก็ได้สถาปนาเอฟฟิซุส ขึ้นเป็นเมืองหลวงต่างจังหวัดของโรมัน
นำท่านเข้าชมและเดินบนถนนหินอ่อนผ่านใจกลางเมืองเก่า ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยซากสิ่งก่อสร้างเมื่อสมัย 2,000 ปีที่แล้ว
ชม วิหารเทพีอาร์เทมิส (The Temple of Artemis) ซึ่งถือว่าเป็น 1ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกโบราณ
ชม โรงละครกลางแจ้ง (Theater) ที่สามารถจุผู้ชมได้กว่า 25,000 คน ซึ่งยังคงใช้งานได้จนถึงปัจจุบันนี้
ชม ห้องอาบน้ำแบบ โรมันโบราณ (Roman Bath) ที่ยังคงเหลือร่องรอยของห้องอบไอน้ำให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ ชมบ้านเศรษฐีในสมัยก่อนที่ประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องหลากสีปูพื้นอย่างสวยงาม
ชม ห้องสมุดโบราณเซลซุส (Library of Celsus) ที่มีวิธีการเก็บรักษาหนังสือไว้ได้เป็นอย่างดีทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นศิลปะแบบเฮเลนนิสติคที่มีความอ่อนหวานและฝีมือประณีต
นำท่านเดินทางสู่ ปามุคคาเล่ (PAMUKKALE) หรือเรียกว่าปราสาทปุยฝ้าย เป็นเมืองที่มีน้ำพุเกลือแร่ร้อนไหลทะลุขึ้นมาจากใต้ดินผ่านซากปรักหักพังของเมืองเก่าแก่สมัยกรีกก่อนที่ไหลลงสู่หน้าผาผลจากการไหลของน้ำพุเกลือแร่ร้อนนี้ได้ ก่อให้เกิดทัศนียภาพของน้ำตกสีขาวเป็นชั้นๆหลายชั้นและผลจากการแข็งตัวของแคลเซียมทำให้เกิดเป็นแก่งหินสีขาวราวหิมะขวางทางน้ำเป็นทางยาว ซึ่งมีความงดงามมาก ที่ซึ่งในอดีตกาลชาวกรีกเชื่อว่าน้ำพุร้อนดังกล่าวสามารถรักษาโรคได้ โดยกษัตริย์แห่งเพอร์กามัม อูเมเนส ที่ 2 จึงได้สร้างเมืองเฮียราโพลิส (Hierapolis) ที่มีความหมายว่า เป็นเมืองศักดิ์สิทธ์ล้อมรอบ ปามุคคาเล่ ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมในปี ค.ศ. 1988 อิสระให้ท่านได้เก็บภาพประทับใจ
บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านเดินทางสู่ เมืองคอนย่า (Konya) อดีตเมืองหลวงของอาณาจักร เซลจูคในช่วงปี ค.ศ. 1071 - 1308 รวมทั้งยังเป็นศูนย์กลางที่สําคัญของภูมิภาคแถบนี้
ระหว่างทางนําท่านชมตวามสวยงามของ Oblook lake ซึ่งเกิดจากอุกาบาตได้ตกลงมาจึงเกิดเป็นธรรมชาตินับพันปี “คาราวานสไรน์” ที่พักแรมและที่แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างทางของชาวเติร์กในสมัยออตโตมัน
เดินทางสู่ เมืองคัปปาโดเจีย เป็นเมืองที่อยู่ระหว่างทะเลดำกับภูเขาเทารุส เป็นดินแดนที่มีภูมิประเทศอันน่าอัศจรรย์ซึ่งเกิดจากลาวาภูเขาไฟที่ไหลออกมาปกคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง แล้วทับถมเป็นเวลาหลายล้านปี เมื่อวันเวลาผ่านไป พายุ ลม ฝน และหิมะได้เป็นกัดเซาะแผ่นดิน มาเรื่อยๆ ก่อให้เกิดการแปรสภาพเป็นหุบเขาร่องลึก เนินเขา กรวยหินและเสารูปทรงต่างๆ เกิดเป็นภูมิประเทศที่งดงาม แปลกตาและน่าอัศจรรย์ ดั่งสวรรค์บนดิน จนได้ชื่อว่า “ดินแดนแห่งปล่องนางฟ้า” และได้รับการแต่งตั้งจากองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมแห่งแรกของตุรกี และยังเป็นเมืองที่มีความสำคัญมาแต่โบราณกาลเพราะเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม เส้นทางค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ทอดยาวจากตุรกีไปจรดประเทศจีน ระหว่างการเดินทางท่านจะได้ชมทัศนียภาพที่งดงามตามธรรมชาติตลอดสองฝั่งทางของภูมิภาคตอนกลางของตุรกี ท่านจะได้ชมวิถีชีวิตตามชนบทและทัศนียภาพที่สวยงามของทุ่งหญ้าสลับกับภูเขาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคัปปาโดเจีย
ANATOLIA HOUSE CAVE HOTEL หรือเทียบเท่า
* หมายเหตุ: กรณีห้องพักของโรงแรมถ้ำเต็ม ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนเป็นโรงแรมเทียบเท่าระดับเดียวกัน
สำหรับท่านที่สนใจนั่งบอลลูน พร้อมกัน ณ บริเวณล๊อบบี้
**(ทัวร์นั่งบอลลูนนี้ไม่รวมอยู่ในรายการทัวร์ ค่าขึ้นบอลลูนท่านละ 240 ดอลล่าสหรัฐ ในกรณีที่ชำระด้วยเงินสด และราคา 250 ดอลล่าสหรัฐ ในกรณีที่ชำระด้วยบัตรเครดิต บริษัทตัวแทนผู้ให้บริการทัวร์บอลลูนในตุรกี มีประกันภัยให้กับทุกท่าน แต่สำหรับประกันภัยที่ทำจากเมืองไทย ไม่ครอบคลุมการขึ้นบอลลูน และเครื่องร่อนทุกประเภท ดังนั้นการเลือกซื้อ Optional Tourรายการนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละท่าน)**
บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านชม นครใต้ดิน (underground city) ซึ่งเกิดจาการขุดเจาะพื้นดินลงไป 10 กว่าชั้น เพื่อใช้เป็นที่หลบภัยจากข้าศึกศัตรูในยามสงคราม ของชาวคัปปาโดเจียในอดีต โดยทั้งจากชาวอาหรับจากทางตะวันออกที่ที่ต้องการเข้ามายึดครองดินแดนนี้เพื่อประโยชน์ทางการค้า และชาวโรมันจากทางตะวันตก ด้วยเหตุผลเดียวกัน รวมทั้งต้องการที่จะหยุดยั้งการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในดินแดนแถบนี้ด้วย โดยชั้นล่างที่ลึกที่สุด ลึกถึง 85 เมตร เมืองใต้ดินแห่งนี้มีครบทุกอย่าง ทั้งห้องโถง, ห้องนอน, ห้องน้ำ, ห้องถนอนอาหาร, ห้องครัว, ห้องอาหาร, โบสถ์, ทางหนีฉุกเฉิน ฯลฯ แม้จะเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่ขุดลึกลงไปใต้ดินหลายชั้น แต่ว่าอากาศในนั้นถ่ายเทเย็นสบาย หน้าร้อนอากาศเย็น หน้าหนาวอากาศอบอุ่น มีอุณหภูมิเฉลี่ย 17-18 องศาเซลเซียส และด้วยการออกแบบที่ดี มีทางออกฉุกเฉินที่เป็นทางระบายอากาศไปในตัส ทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกจากนั้นนำท่านชมหมู่บ้านของนกพิราบ โดยชาวบ้านได้ขุดเจาะโพรง เจาะรูเอาไว้ให้นกมาอยู่อาศัยเพื่อจะได้เก็บขี้นกพิราบไป
จากนั้นนำท่านสู่ เมืองอุชิซาร์ เป็นพื้นที่ที่มีจุดเด่นคือภูเขาขนาดใหญ่มีรูพรุนเหมือนรวงผึ้ง รายล้อมไปด้วย หินทรงกระโจม กรวยคว่ำ และเจดีย์เต็มไปหมด ที่สำคัญก็คือส่วนหนึ่งของหินเหล่านี้มีคนอาศัยอยู่ภายใน ในลักษณะ“บ้านถ้ำ” มาช้านานนับจากอดีตถึงปัจจุบัน เป็นการอยู่อาศัยแบบ“เจาะเข้าไป”ภายในหิน โดยไม่มีการ“ทุบทำลายหิน”เหล่านี้ทิ้งเพื่อปรับพื้นที่ให้ราบเรียบแต่อย่างใด ส่วนบ้านที่ปลูกสร้างขึ้นใหม่ก็ทำอย่างกลมกลืน ไม่ทำลายทัศนียภาพ นับเป็นการอยู่อาศัยกับธรรมชาติอย่างอิงแอบพึ่งพิงที่น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง
ชม การสาธิตการทำเครื่องปั้นดินเผา ของแบบดั้งเดิมของชาวคัปปาโดเกีย
จากนั้นนำท่านสู่ หุบเขาพาซาแบค (Pasabag) ท่านจะได้ชมธรรมชาติแปลกตาของกลุ่มภูเขาหินเป็นรูปกรวยมีหมวกวางอยู่ข้างบนแปลกตาสวยงามมากไม่มีที่ใดเหมือน อิสระให้ท่านเก็บภาพประทับใจได้เวลาอันสมควร
นำท่านเข้าชม โรงงานผลิตพรม (Carpet School & Factory) ชมวิธีการทอพรมแบบดั้งเดิมซึ่งถือได้ว่าเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงของตุรกี
จากนั้นนำท่านสู่ ย่านช้อปปิ้ง ให้ท่านได้มีเวลาเลือกชื้อของฝากต่างๆ ได้เวลาสมควรนำท่านเดินทางสู่ สนามบิน Kayseri